Prajinburi

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งหลังจากรอคอยมานาน (ผมรอพบพวกคุณน่ะ ) จริง ๆ ทีแรกกะเอาเรื่อง "ฉุกละหุกทัวร์(อีกแล้ว)ที่เขาใหญ่" มาเขียน แต่คิดไปคิดมาอารมณ์มันไม่ได้เท่าทริปนี้ ก็เลยขออนุญาตลงก่อน เลย เพราะเป็นทริปสดสด ร้อนร้อน (๑๖-๑๗ มี.ค. ๕๑ นี้เอง) เอ้า! มาเริ่มกันเล้ย

 

เมื่อทุกอย่างพร้อม (อีกแล้ว) คือทั้งงาน(เวลาว่าง), ทั้งแฟน, วิตามินเอ็ม ผมก็ได้ฤกษ์ออกตะลอนไทกันอีกครั้ง คราวนี้ที่หมายคือ "อุทยานแห่งชาติทับลาน" แหล่ง "ป่าลาน" แหล่งสุดท้ายของเมืองไทย ซึ่งมีอาณาเขต ครอบคลุมหลายอำเภอของนครราชสีมา และอำเภอนาดีของปราจีนบุรี ความน่าสนใจของอุทยานฯนี้ (สำหรับผม) คงไม่ใช่เพราะเป็นแหล่งป่าลานสุดท้ายของประเทศก็เป็นได้ แต่เป็นคำร่ำลือที่ได้ยินได้ฟังมา ทั้งจากในเว็บ และ จากเพื่อนที่เคยไปต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามัน สวยยยยยยยย! อากาศดี น่าไปเที่ยวครับ อีกอย่างก็อยู่ ในเขต จังหวัดปราจีนฯ (ซึ่งกระผมทำงานและพำนักอยู่) ว่าแล้วด้วยเวลาเตรียมตัวน้อยนิด(ไม่แนะนำ) เพียงเช็คข้อมูลแผนที่ และสถานที่น่าสนใจจากเว็บแค่เว็บเดียวกระผมก็เิริ่มออกเดินทาง โดยดูจากแผนที่ที่ไป โหลดมาจากเว็บ (ตามภาพตัวอย่างข้างล่าง) ซึ่งแผนที่เจ้ากรรมนี่เองครับทำให้เกิดทริป "ทัวร์คางเหลือง" ครั้งนี้ขึ้นมา

 

 

คุณ ๆ (ถ้ายังไม่เคยไป) ดูแผนที่แล้วรู้สึกว่ามันก็ธรรมดาใช่มั้ยครับ เหอ ๆ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง (อ่าน) เมื่อเห็น แผนที่เป็นอย่างนี้ผมก็เริ่มกะทริปคร่าว ๆ ครับว่าเราเริ่มออกเดินทางตอนสาย ๆ ก็ได้เพราะดูแล้วแต่ละสถานที่ ก็ไม่ได้ดูห่างไกลกันจนน่าจะเดินทางลำบากอะไร (หรือต้องรีบร้อนอะไร) ก็เลยออกเดินทางเอาประมาณบ่าย โมง แรก ๆ ก็ดูดีครับสดชื่นรื่นเริง ฟังเพลง ร้องเพลงกันไป (มีฟามสุขที่ซู้ดดดดดดด!) โดยใช้ทางหลวง หมายเลย ๓๓ ออกจากแถว ๆ แยกนเรศวรฯ เมื่อถึงสี่แยกอำเภอกบินทร์ฯ ก็แค่เลี้ยวซ้ายเพื่อเข้าเส้น ๓๐๔ (ทีแรก ก็งงเล็ก ๆ เหมือนกันเพราะก่อนหน้านี้ก็มีสี่แยกแต่มันแค่เล็ก ๆ ก็ถามเพื่อนที่เคยไป ก็ได้ฟามชัวร์ว่าไม่ใช่แน่ เพราะต้องเป็นสี่แยกขนาดใหญ่ ถนนที่ตัดผ่านต้องเป็นหลายเลน ก็เลยเลี้ยวถูก ส.บ.ม.ย.ห.) ผ่านเข้าเส้น ๓๐๔ มาได้นิดนึงก็แวะปั๊ม เข้าห้องน้ำ และทานข้าว (เป็นปั๊มใหญ่ มีคนจอดรถเยอะ มีของที่ระลึกขายด้วย) จากนั้นก็เริ่ม เป็นเส้นทางขึ้นเขา ซึ่งอารมณ์ชิว ชิวมากช่วงนั้น (วิวสวยดีครับ) ตามภาพด้านล่างนี้เลย

 

 

ควบเรนเจอร์คู่ใจขึ้นเขามาได้ซักพักก็เห็นป้ายอุทยานแห่งชาติทับลานอยู่ด้านตรงข้ามฝั่งถนนก็คิดว่าคงไม่ไป พักในตัวอุทยานฯ (เพื่อนเคยบอกว่าอะไรตะวัน ๆ ซักอย่างเนี่ย เค้าไปกางเต็นท์ ชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมทะเล หมอก) ไอ้ผมก็ไม่เฉลียวใจอะไรเล้ย ไม่คิดจะโทรฯถามด้วย เพราะอะไรหรือครับ ก็ในแผนที่มันมีนี่หว่าี ลอง ย้อนกลับไปดูแผนที่ข้างบนสิคร้าบบบบบบ! มีสถานที่ที่ชื่อ "หาดชมตะวัน" อยู่ครับซึ่งถ้าดูอัตราส่วนในแผนที่ เราจะคิดเลยว่า อ๋อ ที่นี่เองที่เพื่อนมันบอก (และชวน) ที่ไหนได้สถานที่ท่องเที่ยวที่เพื่อนเค้าบอกมันชื่อ "ผาเก็บตะวัน" ต่างหากล่ะซึ่งมันอยู่ภายในอุทยาน ไม่ได้ลำบากลำบนเหมือนกับเจ้า "หาดชมตะวัน" ซึ่งผมกำลังจะไปนี่เลย แถมในเว็บคุณท่านยังโฆษณาไว้เต็มที่ว่า "หาดชมตะวัน อยู่ในบริเวณเขื่อนลำปลายมาศ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของอุทยานแห่งชาติทับลานกับ อ.เสิงสาง(โคราช) จัด ทำขึ้นในปีอเมซิ่งไทยแลนด์ มีหาดทราย และแอ่งน้ำให้เล่น มีเรือคอยให้บริการ มีบ้านพัก และลานกางเต็นท์ พร้อมสรรพ" จะเหลือหรือครับ ผมก็คิดเลย สบาย อย่างนี้เราเที่ยว "น้ำตกห้วยใหญ่" ก่อน (คลายร้อน) จากนั้น ต่อด้วยเขื่อนลำมูลบน จากนั้นเย็น ๆ ค่อยไปจบที่ "หาดชมตะวัน" ชมพระอาทิตย์ตกดิน กลางคืนดูดาว นอน เต็นท์ ตื่นเช้าค่อยออกเดินทางเก็บแหล่งท่องเที่ยวที่เหลือถ้ามีเวลา (เคลิ้มตามบ้างมั้ยครับ)

 

ที่ไหนได้กว่าจะเจอป้ายทางเข้า "น้ำตกห้วยใหญ่" ก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายสามแล้ว ผมก็เออยังใจเย็น ค่อยมา เก็บพรุ่งนี้ก็ได้ว้า ไป "เขื่อนลำมูลบน" เลยละกัน ประทานโทษนรกมันเริ่มเอาตอนนี้แหละ เพราะต้องเปลี่ยนจาก ถนนสายหลักอย่าง ๓๐๔ เข้าถนนที่มีป้ายบอกว่าเป็นทางเข้า เิริ่มแปลก ๆ แล้วครับทีนี้ เพราะเป็นถนนชนบท ถึงจะราดยางแล้วก็ไม่ได้มีสภาพดีเลย แถมในนั้นยังเต็มไปด้วยรถอีแต๋นขนอ้อย ขนมัน อะไรเทือกนี้ เพราะเป็น สวนอ้อย, มัน และโรงงาน กว่าจะพ้นไป ได้แทบแย่ แถมแฟนยังต้องทำหน้าที่ล่ามจำเป็นด้วย (ผมกับแฟนเป็น คนใต้ ต้องถามทางกับพี่น้องอีสานซึ่งพูด ภาษาถิ่น ซึ่งก็เต็มใจบอกทางสุด ๆ ครับ ต้องขอขอบคุณมาก ๆ) กว่าจะ งมไปจนเจอ "เขื่อนลำมูลบน" ได้แทบรากเลือด ก็เลยถ่ายภาพไว้ตามธรรมเนียมเล็กน้อยคร้าบ

 

 

 

บ่ายสามแก่ ๆ เราก็ออกเดินทางกันต่อ (ผมเริ่มใจไม่ดีแล้วเพราะคิดได้ว่าถ้าแผนที่เป็นอย่างนี้ ไม่รู้เราจะไปถึง แหล่งท่องเที่ยวเป้าหมาย "หาดชมตะวัน" เมื่อไหร่) แต่ก็เออยังทำใจเย็น(อีกแล้ว) กะไว้ว่าอย่างไรเสีย เราน่าจะไปถึงไม่เกินซัก ๕ โมงครึ่ง ที่ไหนได้เส้นทางต่อมาจากเขื่อนฯ ก็ไม่ใช่ง่าย เพราะไม่มีเส้นไหน(หมายเลข ทางหลวง) ตรงกับในแผนที่เลย ก็ตามเคยล่ะครับ เส้นทางอยู่ที่ปาก(และมือ) แฟนผมต้องเป็นล่ามจำเป็นอีก เช่นเคย ตอนนี้ยิ่งกว่าตอนแรกที่เข้าเขื่อนลำมูลบนอีก ต้องจอดแล้วจอดอีกงงไปหมด แถมเส้นทางไปอำเภอ ครบุรีก็ไม่ต่างจากเดิมคือเต็มไปด้วยรถขนอ้อย, ขนมัน และโรงงานน้ำตาล ผมยังอุตส่าห์โม้ให้แฟนฟัง (เผื่อจะลืม ความทุกข์) ว่า เฮ้ น้อง ครบุรีนี่มันน่าจะเป็นบ้านเกิดนักร้องดังนะ ก็อต จักรพรรณ ไง! ก็เค้านามสกุล "อาบครบุรี" อีกอย่างเป็นคนโคราชด้วย เนี่ย! เราได้เที่ยวบ้านเกิดดาราด้วยน้าาาาา (ว่าเข้าไปนั่น)

 

หลังจากงม(ทาง)กันอยู่นาน ก็เจอถนนเส้นที่ตรงกับในแผนที่ซะที (เส้น ๒๓๕๖) ซึ่งตอนนั้นเวลาก็ปาเข้าไป ประมาณหกโมงฝ่า ๆ แล้ว ผมก็ห้อเรนเจอร์เต็มที่ ยังไงกะว่าจะต้องไปดูตะวันตกดินที่ว่าสวย ๆ ให้ได้ (จริง ๆ ดูเอาหลังรถก็ได้ ้) ระหว่างทางก็แวะเติมน้ำมันปั๊มซักหน่อย (เติมมาเต็มถัง ยังต้องเติมอีก) ทีแรกกะว่าตอน เช้าขากลับค่อยกลับมาเติม แต่อีกใจก็เอ้าเติมไปเลยละกัน (เดชะบุญ! ปั๊มแถวนั้นปิดเร็วมาก และมีเหตุครับ) เมื่อรถเข้าถึงบริเวณเขื่อนลำปลายมาศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ "หาดชมตะวัน" เราทั้งคู่ก็เริ่มแปลกใจ เพราะมันเงี๊ยบบบบบ! จนน่าใจหาย แต่เราก็ยังปลอบ ใจกันครับ ไม่เป็นรายร้อก ก็มันวันอาทิตย์ คนก็อาจจะน้อยไปบ้าง เหลียวซ้ายแลขวา เจอพี่เจ้าหน้าที่เข้าเค้ามา ต้อนรับครับพาไปที่ลานกางเต็นท์ (เห็นพระอาทิตย์กำลังตกสวยมาก แต่ถ่ายไม่ทันได้แต่ดู) จากนั้นก็ดูแลเรา อีกเล็กน้อยแล้วก็กลับ (แกบอกว่าออกเวรแล้ว) แฟนผมก็เริ่มถามว่าเอ๊ แล้วไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลเราเหรอ ไอ้ผมก็ไม่ เอะใจอะไร คิดว่าคนเยอะแยะ เพราะเห็นมีกลุ่มวัยรุ่นบ้าง ครอบครัวบ้างมาปิ๊กนิก, เล่นน้ำกันประปราย (รถจอดอยู่ ๓-๔ คัน) เราก็เลยใจเย็น มาถึงก็ถ่ายรูปกันซะก่อน (กลัวจะไม่มีแสงให้ถ่าย) เสร็จแล้วถึงช่วยกันกางเต็นท์

 

 

 

ที่ไหนได้ยิ่งมืดลง มืดลง พวกก็ทะยอยกลับกันไปทีละคัน ทีละคันจนหมด สรุปเหลือกันอยู่แค่สองคนครับ แต่ผม ก็ยังใจเย็น (มากไปมั้ยเนี่ย) ชวนแฟนทานสลัด(ที่เตรียมมา) กันตรงท้ายกระบะ (ในใจก็เสียว ๆ กลัวถูกปล้น แต่ก็ยังคิดว่า ไม่เป็นไรถือว่าเค้าเปิดโอกาสให้เราสวีตกันสองคนก็แล้วกัน) จากนั้นก็ชวนแฟนเข้าเต็นท์ โทษทีครับเวลาตอนนั้นน่ะแค่ทุ่มครึ่ง แต่มันมืดมาก แถมร้อนเหงื่องี้โชก ก็ยังทำใจเย็นนั่งเล่นเกมส์กัน เล่นไป เล่นมาหมาหอนครับ (ชักหวาด ๆ แล้ว) ซักพักได้ยินเสียงคนเดินผ่านไปอีก ก็เฮ้ย! ไม่ไหวแล้วกลัว (กลัวถูก ปล้นนะครับไม่ได้กลัวผี ยิ่งมีข่าวปล้นฆ่าอะไรเทือกนี้อยู่บ่อย ๆ) ก็เลยสะกิดแฟนบอก เราไปจากที่นี่เหอะนะ ไม่ อยากเป็นข่าว (หน้าหนึ่ง) พรุ่งนี้ แฟนผมก็ผลุง ดีดตัวขึ้นมาเลย (ที่จริงเล่นเกมส์ไปงั้น คิดเรื่องเดียวกันอยู่แหละ) ว่าแล้วก็เก็บเต็นท์ (น่าจะเรียกยัด) ใส่แค็ปหลังเรนเจอร์คู่ใจแล้วบึ่งออกมาเลยครับ ไปหาที่นอนเอาดาบหน้ากัน ผมล่ะสงสารแฟนจริง ๆ เที่ยวแต่ละทีมีเรื่องให้เดือดร้อนตลอด (ต้องขอบคุณเค้ามากด้วย ไม่ว่าผมซักคำ) จาก นั้นเราก็ช่วยกันหาทางออกไปจากที่นี่ครับ ออกไปทางอำเภอเสิงสาง ผ่านเข้าครบุรี เพราะมาคิดได้ว่าแผนที่บอก ไว้ (เป็นครั้งแรกที่มันช่วยเรา) ว่าถนนเส้นที่จะผ่านอำเภอครบุรีมันจะมีแยกออกไปอำเภอเมือง ซึ่งคิดได้ว่าน่า จะปลอดภัย และหาที่พักได้ไม่ยาก (ระหว่างทางแฟนผมเค้าช่วยหาคลื่นวิทยุ สลับกับร้องเพลงให้ฟังเป็นเพื่อน ซึ้งครับ) ซึ่งการก็เป็นตามคาด เราผ่านอำเภอโชคชัยในราวสี่ทุ่ม และเจอที่พักที่นี่ ในอีกครึ่งชั่วโมงถัดมา ชื่อโคราชรีสอร์ทครับ ตอนนั้นไม่สนใจอะไรแล้วขอพักผ่อนก่อน ซึ่งที่พักที่นี่อาจจะแพงไปนิด (ห้องแอร์เตียงคู่ ประมาณ ๑,๐๐๐ บาท รวมอาหารเช้า) แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน (สระว่ายน้ำ, สนามไดร์ฟกอล์ฟ, ห้องอาหารฯลฯ) ห้องกว้างขวาง (นอนได้ ๔-๕ คนสบาย ๆ) และตกแต่งอย่างสวยงาม นอกจากนั้นยังมี wifi ไว้ บริการด้วยสำหรับคนติดเน็ท อีกอย่างเมื่อดูจากแผนที่ (ของทางโรงแรม) เราก็พบว่าถนนสาย ๓๐๔ เป้าหมายที่ จะพาเรากลับปราจีนฯ อยู่ห่างจากโรงแรมไม่กี่มากน้อย เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องจะกลับกันยังไงก็เป็นอันพับไปได้ สบายใจได้แล้วครับ เข้าที่พักได้ อาบน้ำเสร็จก็พักผ่อนกันปุ๋ยเลย แหม! เหนื่อยกันมาทั้งวันนี่

 

 

 

 

เติมพลังตอนเช้ากันด้วย "บุฟเฟ่ต์" เรียบร้อย เราก็เดินทางกลับ เป็นอันว่าจบทริป "ทัวร์คางเหลือง ที่ทับลาน" กันเท่านี้ ไว้เจอกันโอกาสหน้าครับ

 

กราบสวัสดีมิตรรักแฟนเพลงทุกท่านอีกครั้งครับ ว่าเข้าไปนั่น วันนี้กระผมกลับมาพร้อมคำสัญญาที่จะนำเรื่องราวของทริป (อันแสนฉุกละหุก) มาฝากทุกท่านอีกครั้ง อันที่จริงก็ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ตั้งแต่ทีแรกหรอก ก็ไม่รู้ทำไมทริปอันแสนสุขของผม ต้องมีอันฉุกละหุกมันแทบทุกทีไป ก็สัญญานะครับว่าทริปหน้า (ต่อจากนี้ไป) จะเป็นทริปอันราบรื่น เต็มไปด้วยภาพทัศนียภาพอันงดงามน่าประทับใจ อย่างที่บล็อกชาวบ้านเค้าเป็นกันคร้าบ อารัมภบทซะนาน มาเริ่มกันเลยครับ (ทริปนี้เกิดขึ้นราว ๆ ต้นปี ๕๑ อากาศยังเย้นน เย็นสดชื่น)

 

อันที่จริงทริปเขาใหญ่ที่ต้องหัวหกก้นขวิดคราวนี้ ก็เพราะความไม่ได้ตั้งใจเป็นเรื่องหลักครับ ความตั้งใจเดิมนั้น คือจะไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติทับลาน (คิดไว้แต่ไม่ได้เตรียมตัว) ก็เลยเปลี่ยนใจกระทันหันบอกแฟน (ที่ไม่ได้ตั้งตัวอีกแล้ว) ว่าน้อง เราเปลี่ยนแผนเหอะ เที่ยวทับลานไว้คราวหน้า คราวนี้ขึ้นเขาใหญ่มันก่อนแล้วกัน อีกอย่างจะได้ส่องสัตว์กันซะทีไง เที่ยวเขาใหญ่มาหลายครั้งยังไม่ได้ส่องสัตว์เลย แล้วก็ตงเต็นท์อะไร, อุปกรณ์อะไรไม่ต้องเตรียมมันร้อก เรานอนบ้านพักอุทยานไปเลยละกัน ทุ่มทุน ๘๐๐ ก็ ๘๐๐ (เริ่มเห็นเค้าลางความฉุกละหุกรึยังครับ)

 

 

เนื่องจากชะล่าใจว่าใกล้ ๆ เลยควบเรนเจอร์คู่ใจ (คันเดิม) ออกเดินทางประมาณเกือบ ๆ ๕ โมงเย็น โดยใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๐๗๗ จากแยกนเรศวรประมาณ ๔๐ กิโลฯ ก็ถึงด่านอุทยานฯ ฝั่งปราจีนฯ (ใครเคยไปแต่เส้นทางโคราช ผมแนะนำให้ลองทางนี้ครับถ้า ต้องการความ สะดวก รวดเร็ว เดินทางง่าย เพียงแต่ทิวทัศน์อาจไม่สวยงามเท่าฝั่งโคราช) จากนั้นใช้เวลาอีกกว่าชั่วโมงจึงขึ้นไปถึงที่ทำการอุทยานฯ ซึ่งก็ปาเข้าไปประมาณ ๖ โมงแก่ ๆ แล้ว ตอนนั้นก็ยังย่ามใจครับว่า โอ๊ย! สบาย เพราะเต็นท์ก็ไม่ต้องกาง แค่จองห้องพัก จองรถส่องสัตว์ (ถ้าจำไม่ผิดราวท่านละ ๔๐ บาทเท่านั้นถ้าเป็นรถเหมาของอุทยาน) จากนั้นก็ค่อยทานอาหารเย็นกัน สบาย ๆ เพื่อรอเวลาขึ้นรถส่องสัตว์ ก่อนจะกลับไปพักผ่อน ยังบ้านพักของอุทยาน (เป็นไงครับแผนผม เคลิ้มตามอีกแล้วใช่มั้ยครับ)

 

ที่ไหนได้ไอ้เจ้าบ้านพักที่ว่า (ของอุทยานฯ) เต็มเรียบครับ ลืมนึกไปว่าที่นี่ปรกติแล้ว ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ จะเต็มเร็วมากครับ ถ้าไม่อยากเดือดร้อน (เหมือนผม) ควรไปตั้งแต่เช้า หรือเตรียมเต็นท์ไปซะตั้งแต่เนิ่น ๆ เจองี้เข้าไปเริ่มใจเสียสิครับ แล้วการณ์ก็เป็นไปตามคาด รถส่องสัตว์แบบเหมารวมของอุทยานเต็มเช่นกันคร้าบบ ที่ยังเหลืออยู่ก็จะเป็นรถแบบทั้งคัน (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะราว ๕๐๐ บาทต่อคัน) แต่เราต้องหาคนมาช่วยแชร์เอง ซึ่งก็โอ.เค.ครับ เพราะมีคนต้องการอยู่บ้างเหมือนกัน ก็เลยตกลงกับพี่เค้าว่าถ้าไงเจอกันที่นัดพบนะ (นัดขึ้นรถทุ่มครึ่ง ณ ที่ทำการอุทยานฯครับ) ลืมบอกไปตอนที่ตกลงกับเค้าน่ะเืกือบทุ่มนึงแล้ว

 

เมื่อออกจากที่ทำการอุทยานฯมาได้ ก็ต้องรีบไปหาที่พักครับ ซึ่งเราเลือกเอาลานกางเต็นท์ ลำตะคองเป็นที่ค้างแรม (จำเป็น) เมื่อมอบบัตรประชาชนให้เจ้าหน้าที่ (ยืมของเค้าต้องให้บัตรเป็นตัวประกัน) พร้อมจ่ายตังค์แล้ว เราก็นำเต็นท์ (ขนาด ๔ คนนอน เพราะเต็นท์ ๒ คนเต็ม) พร้อมเสื่อ และผ้าห่มไปหาทำเลพักผ่อน เฮ้อ! ไอ้ความลำบากมันมาเริ่มเอาก็ตอนนี้ครับ เนื่องจากเป็นเต็นท์ของอุทยาน (ซึ่งเราไม่คุ้นเคย เพราะไม่ใช่เต็นท์ของตัวเอง) กว่าจะกางกันเสร็จก็มะงุมมะงาหรากันอยู่นาน ไ่ม่ต้องเดานะครับว่าสภาพของเต็นท์ (ที่กางเสร็จแ้ล้ว) จะีเป็นเช่นไร เชิญทรรศนาได้ครับ

 

 

เป็นไงครับงดงามดูไม่จืดเลยใช่มั้ย เมื่อกางเสร็จ เราก็นำสลัดที่เตรียมมาไปทานกันที่ร้าน อาหารในบริเวณลานกางเต็นท์ ไอ้เรื่องส่องสัตว์เลิกพูดไปได้เลยครับ เป็นอันรู้กันเพราะ เวลาปาเข้าไปทุ่มครึ่งกว่าแล้ว แถมเหนื่อยกันทั้งคู่ ทริปนี้ก็เลยอดส่องสัตว์ตามเคยคร้าบบ ใจก็คิดเกรงใจคุณพี่ที่คุยตกลงกับเค้าไว้เหมือนกัน แต่ก็ต้องยอมรับครับว่าสภาพเราไม่ไหว จริง ๆ ป้าดโธ่!เอ๊ย ที่ร้านอาหารครับ ปรากฏร่างของคุณพี่ท่านนั้นอยู่ด้วย (กำลังละเมียดมาม่าอย่าง เอร็ดอร่อย สรุปว่าพี่แกก็ฉุกละหุก และสภาพไม่ให้เหมือนกะเราแหละ) ทานอาหารกันเสร็จ ก็ไปล้างกล่องข้าว-ช้อน และล้างหน้า แปรงฟันกันที่ห้องน้ำอุทยานฯ จากนั้นก็สลี๊ปปิ้งกัน

 

อ๊ะ อ๊ะ อย่าพึ่งคิดว่าความซรวยยยยมันจะจบลงแค่นี้ จำได้มั้ยว่าทริปนี้ เรามากันตอนช่วงที่ อากาศมันยังเย็นนนนน อยู่ (ราว ๆ ๑๔ องศาเห็นจะได้) ยิ่งบนเขาอย่างนี้ ยิ่งมืดยิ่งหนาวซีครับ (เคยได้ยินแต่ยิ่งสูงยิ่งหนาว) แฟนผมน่ะเค้าไม่เป็นอะไร เพราะเตรียมเสื้อกันหนาวมาด้วย (เป็นคนเย็นง่าย) ไอ้กระผมซี ไม่ได้เอาเสื้อกันหนาวมา แฟนเค้าเตือนแล้วก็ไม่ฟัง (ตอนกลางวันด้านล่างไม่ค่อยเย็น ก็เลย โอ๊ย! เกะกะ ไม่ชอบพก ของเยอะ) ซวยซีครับนอนแทบไม่ได้ ยิ่งดึกก็ยิ่งเย็นลง เย็นลง ผ้าห่มที่เช่ามาเนี่ยช่วยได้ ก็แค่ประทังเท่านั้นแหละ สุดท้ายก็เลยนอนแทบไม่หลับมันทั้งคืน พื้นก็แข็ง (เพราะมีแต่เสื่อ) คิด (ในใจ) ว่าเอาอีกแล้วตูข้าเอ๊ย พาตัวเอง (และแฟน) มาฉุกละหุกทัวร์อีกแร้วววว กว่าจะเช้าคุณเอ๊ยยยย ช่างเป็นค่ำคืนที่ยาวววววนานนนนนซะจริ๊งงงง

 

หลังจากอดหลับอดนอนกันมาทั้งคืน เราก็งัวเงียลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟันกันครับ เสร็จแล้วก็พากันชักภาพบรรยากาศไว้เป็นหลักฐาน (ตั้งแต่ในเต็นท์) ซึ่งบรรยากาศ ตอนเช้าบนเขาใหญ่นี่ต้อง ขอบอกเลยครับสวยงามมาก อากาศก็เย็นนนน สบายยยย เห็นหมอกจาง ๆๆๆ ปกคลุมไปทั่ว แม้แต่ในลำตะคองก็จะเห็นหมอกจาง ๆ ลอยละเรี่ยพื้นน้ำ (รุ่งเช้า-สายๆ อากาศจะเริ่มเย็น สบายครับ) เราก็เลยจูงมือกันไปถ่ายภาพตรงนั้น ตรงนี้ เป็นที่จุใจตามภาพ ด้านล่างนี้เลย

 

 

จากนั้นเราก็ช่วยกันเก็บเต็นท์แล้วเดินทางกลับครับ คือแฟนผมเค้าไม่ค่อยแข็งแรงมากนัก (ไม่สบายกำลังอยู่ในช่วงพักฟื้น) จะพาลุยเหวนรก (ซึ่งน้ำคงมีไม่มากในหน้านี้), ไปผากล้วยไม้ (ซึ่งน้ำคงมีมากไหลแรงราวก๊อกน้ำประปาในแอฟริกา), ปีนผาเดียวดาย (ก็คงไม่ไหวยิ่งบ่นเจ็บข้อ ๆ อยู่ด้วย) หรือจะพาไปหอดูสัตว์มอสิงโตก็กลัวจะไม่สบาย ก็เลยต้องจบทริปกันแค่นี้ ระหว่างทางเจอ "อ่างเก็บน้ำสายศร" เห็นวิวสวยดีก็เลยเก็บภาพไว้ เล็กน้อยก่อนกลับตามธรรมเนียม

 

 

บางท่านที่เคยไปเที่ยวเขาใหญ่ (นานมาแล้ว) อาจสงสัยว่าเอ๊! มีอ่างเก็บน้ำชื่อนี้ด้วยหรือ? ต้องขอบอกว่าเดิมทีนั้นชื่อ "อ่างเก็บน้ำมอสิงโต" ครับ แต่เค้าเปลี่ยนชื่อไปแล้วด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ไม่ต้องการให้คนหวาดกลัว หรือเข้าใจผิดว่าแถวนี้มีสิงโต (จริง ๆ เป็นไปไม่ได้ ร้อกกก เพราะสิงโตเป็นสัตว์นักล่าที่มีอยู่แต่ในแถบแอฟริกา เอเชียบ้านเราจะมีก็แต่่เสือครับ) อีกประการ คือ เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านผู้ริเริ่ม และบุกเบิกในการก่อตั้งอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเป็นอุทยานแ่ห่งชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และยังเป็นอุทยานแห่งชาติแห่ง แรกของไทยเราด้วย ก็เลยใช้ "ชื่อสกุล" ของท่านมาตั้งชื่ออ่างเก็บน้ำแห่งนี้เพื่อเป็นเกียรติ น่ะครับ ก็เป็นอันว่าทริปสั้น ๆ "หัวหกก้นขวิดที่เขาใหญ่" จบลงแต่เพียงเท่านี้ แล้วค่อยพบกันใน โอกาสหน้า ซึ่งผมสัญญาว่าจะลองเปลี่ยนเป็นทริปสบาย สบาย (จริง ๆ) กะเขาบ้าง ยังไงก็อย่า ลืมติดตามกันนะคร้าบบบบ