กราบสวัสดีมิตรรักแฟนเพลงทุกท่านอีกครั้งครับ ว่าเข้าไปนั่น วันนี้กระผมกลับมาพร้อมคำสัญญาที่จะนำเรื่องราวของทริป (อันแสนฉุกละหุก) มาฝากทุกท่านอีกครั้ง อันที่จริงก็ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ตั้งแต่ทีแรกหรอก ก็ไม่รู้ทำไมทริปอันแสนสุขของผม ต้องมีอันฉุกละหุกมันแทบทุกทีไป ก็สัญญานะครับว่าทริปหน้า (ต่อจากนี้ไป) จะเป็นทริปอันราบรื่น เต็มไปด้วยภาพทัศนียภาพอันงดงามน่าประทับใจ อย่างที่บล็อกชาวบ้านเค้าเป็นกันคร้าบ อารัมภบทซะนาน มาเริ่มกันเลยครับ (ทริปนี้เกิดขึ้นราว ๆ ต้นปี ๕๑ อากาศยังเย้นน เย็นสดชื่น)

 

อันที่จริงทริปเขาใหญ่ที่ต้องหัวหกก้นขวิดคราวนี้ ก็เพราะความไม่ได้ตั้งใจเป็นเรื่องหลักครับ ความตั้งใจเดิมนั้น คือจะไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติทับลาน (คิดไว้แต่ไม่ได้เตรียมตัว) ก็เลยเปลี่ยนใจกระทันหันบอกแฟน (ที่ไม่ได้ตั้งตัวอีกแล้ว) ว่าน้อง เราเปลี่ยนแผนเหอะ เที่ยวทับลานไว้คราวหน้า คราวนี้ขึ้นเขาใหญ่มันก่อนแล้วกัน อีกอย่างจะได้ส่องสัตว์กันซะทีไง เที่ยวเขาใหญ่มาหลายครั้งยังไม่ได้ส่องสัตว์เลย แล้วก็ตงเต็นท์อะไร, อุปกรณ์อะไรไม่ต้องเตรียมมันร้อก เรานอนบ้านพักอุทยานไปเลยละกัน ทุ่มทุน ๘๐๐ ก็ ๘๐๐ (เริ่มเห็นเค้าลางความฉุกละหุกรึยังครับ)

 

 

เนื่องจากชะล่าใจว่าใกล้ ๆ เลยควบเรนเจอร์คู่ใจ (คันเดิม) ออกเดินทางประมาณเกือบ ๆ ๕ โมงเย็น โดยใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๐๗๗ จากแยกนเรศวรประมาณ ๔๐ กิโลฯ ก็ถึงด่านอุทยานฯ ฝั่งปราจีนฯ (ใครเคยไปแต่เส้นทางโคราช ผมแนะนำให้ลองทางนี้ครับถ้า ต้องการความ สะดวก รวดเร็ว เดินทางง่าย เพียงแต่ทิวทัศน์อาจไม่สวยงามเท่าฝั่งโคราช) จากนั้นใช้เวลาอีกกว่าชั่วโมงจึงขึ้นไปถึงที่ทำการอุทยานฯ ซึ่งก็ปาเข้าไปประมาณ ๖ โมงแก่ ๆ แล้ว ตอนนั้นก็ยังย่ามใจครับว่า โอ๊ย! สบาย เพราะเต็นท์ก็ไม่ต้องกาง แค่จองห้องพัก จองรถส่องสัตว์ (ถ้าจำไม่ผิดราวท่านละ ๔๐ บาทเท่านั้นถ้าเป็นรถเหมาของอุทยาน) จากนั้นก็ค่อยทานอาหารเย็นกัน สบาย ๆ เพื่อรอเวลาขึ้นรถส่องสัตว์ ก่อนจะกลับไปพักผ่อน ยังบ้านพักของอุทยาน (เป็นไงครับแผนผม เคลิ้มตามอีกแล้วใช่มั้ยครับ)

 

ที่ไหนได้ไอ้เจ้าบ้านพักที่ว่า (ของอุทยานฯ) เต็มเรียบครับ ลืมนึกไปว่าที่นี่ปรกติแล้ว ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ จะเต็มเร็วมากครับ ถ้าไม่อยากเดือดร้อน (เหมือนผม) ควรไปตั้งแต่เช้า หรือเตรียมเต็นท์ไปซะตั้งแต่เนิ่น ๆ เจองี้เข้าไปเริ่มใจเสียสิครับ แล้วการณ์ก็เป็นไปตามคาด รถส่องสัตว์แบบเหมารวมของอุทยานเต็มเช่นกันคร้าบบ ที่ยังเหลืออยู่ก็จะเป็นรถแบบทั้งคัน (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะราว ๕๐๐ บาทต่อคัน) แต่เราต้องหาคนมาช่วยแชร์เอง ซึ่งก็โอ.เค.ครับ เพราะมีคนต้องการอยู่บ้างเหมือนกัน ก็เลยตกลงกับพี่เค้าว่าถ้าไงเจอกันที่นัดพบนะ (นัดขึ้นรถทุ่มครึ่ง ณ ที่ทำการอุทยานฯครับ) ลืมบอกไปตอนที่ตกลงกับเค้าน่ะเืกือบทุ่มนึงแล้ว

 

เมื่อออกจากที่ทำการอุทยานฯมาได้ ก็ต้องรีบไปหาที่พักครับ ซึ่งเราเลือกเอาลานกางเต็นท์ ลำตะคองเป็นที่ค้างแรม (จำเป็น) เมื่อมอบบัตรประชาชนให้เจ้าหน้าที่ (ยืมของเค้าต้องให้บัตรเป็นตัวประกัน) พร้อมจ่ายตังค์แล้ว เราก็นำเต็นท์ (ขนาด ๔ คนนอน เพราะเต็นท์ ๒ คนเต็ม) พร้อมเสื่อ และผ้าห่มไปหาทำเลพักผ่อน เฮ้อ! ไอ้ความลำบากมันมาเริ่มเอาก็ตอนนี้ครับ เนื่องจากเป็นเต็นท์ของอุทยาน (ซึ่งเราไม่คุ้นเคย เพราะไม่ใช่เต็นท์ของตัวเอง) กว่าจะกางกันเสร็จก็มะงุมมะงาหรากันอยู่นาน ไ่ม่ต้องเดานะครับว่าสภาพของเต็นท์ (ที่กางเสร็จแ้ล้ว) จะีเป็นเช่นไร เชิญทรรศนาได้ครับ

 

 

เป็นไงครับงดงามดูไม่จืดเลยใช่มั้ย เมื่อกางเสร็จ เราก็นำสลัดที่เตรียมมาไปทานกันที่ร้าน อาหารในบริเวณลานกางเต็นท์ ไอ้เรื่องส่องสัตว์เลิกพูดไปได้เลยครับ เป็นอันรู้กันเพราะ เวลาปาเข้าไปทุ่มครึ่งกว่าแล้ว แถมเหนื่อยกันทั้งคู่ ทริปนี้ก็เลยอดส่องสัตว์ตามเคยคร้าบบ ใจก็คิดเกรงใจคุณพี่ที่คุยตกลงกับเค้าไว้เหมือนกัน แต่ก็ต้องยอมรับครับว่าสภาพเราไม่ไหว จริง ๆ ป้าดโธ่!เอ๊ย ที่ร้านอาหารครับ ปรากฏร่างของคุณพี่ท่านนั้นอยู่ด้วย (กำลังละเมียดมาม่าอย่าง เอร็ดอร่อย สรุปว่าพี่แกก็ฉุกละหุก และสภาพไม่ให้เหมือนกะเราแหละ) ทานอาหารกันเสร็จ ก็ไปล้างกล่องข้าว-ช้อน และล้างหน้า แปรงฟันกันที่ห้องน้ำอุทยานฯ จากนั้นก็สลี๊ปปิ้งกัน

 

อ๊ะ อ๊ะ อย่าพึ่งคิดว่าความซรวยยยยมันจะจบลงแค่นี้ จำได้มั้ยว่าทริปนี้ เรามากันตอนช่วงที่ อากาศมันยังเย็นนนนน อยู่ (ราว ๆ ๑๔ องศาเห็นจะได้) ยิ่งบนเขาอย่างนี้ ยิ่งมืดยิ่งหนาวซีครับ (เคยได้ยินแต่ยิ่งสูงยิ่งหนาว) แฟนผมน่ะเค้าไม่เป็นอะไร เพราะเตรียมเสื้อกันหนาวมาด้วย (เป็นคนเย็นง่าย) ไอ้กระผมซี ไม่ได้เอาเสื้อกันหนาวมา แฟนเค้าเตือนแล้วก็ไม่ฟัง (ตอนกลางวันด้านล่างไม่ค่อยเย็น ก็เลย โอ๊ย! เกะกะ ไม่ชอบพก ของเยอะ) ซวยซีครับนอนแทบไม่ได้ ยิ่งดึกก็ยิ่งเย็นลง เย็นลง ผ้าห่มที่เช่ามาเนี่ยช่วยได้ ก็แค่ประทังเท่านั้นแหละ สุดท้ายก็เลยนอนแทบไม่หลับมันทั้งคืน พื้นก็แข็ง (เพราะมีแต่เสื่อ) คิด (ในใจ) ว่าเอาอีกแล้วตูข้าเอ๊ย พาตัวเอง (และแฟน) มาฉุกละหุกทัวร์อีกแร้วววว กว่าจะเช้าคุณเอ๊ยยยย ช่างเป็นค่ำคืนที่ยาวววววนานนนนนซะจริ๊งงงง

 

หลังจากอดหลับอดนอนกันมาทั้งคืน เราก็งัวเงียลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟันกันครับ เสร็จแล้วก็พากันชักภาพบรรยากาศไว้เป็นหลักฐาน (ตั้งแต่ในเต็นท์) ซึ่งบรรยากาศ ตอนเช้าบนเขาใหญ่นี่ต้อง ขอบอกเลยครับสวยงามมาก อากาศก็เย็นนนน สบายยยย เห็นหมอกจาง ๆๆๆ ปกคลุมไปทั่ว แม้แต่ในลำตะคองก็จะเห็นหมอกจาง ๆ ลอยละเรี่ยพื้นน้ำ (รุ่งเช้า-สายๆ อากาศจะเริ่มเย็น สบายครับ) เราก็เลยจูงมือกันไปถ่ายภาพตรงนั้น ตรงนี้ เป็นที่จุใจตามภาพ ด้านล่างนี้เลย

 

 

จากนั้นเราก็ช่วยกันเก็บเต็นท์แล้วเดินทางกลับครับ คือแฟนผมเค้าไม่ค่อยแข็งแรงมากนัก (ไม่สบายกำลังอยู่ในช่วงพักฟื้น) จะพาลุยเหวนรก (ซึ่งน้ำคงมีไม่มากในหน้านี้), ไปผากล้วยไม้ (ซึ่งน้ำคงมีมากไหลแรงราวก๊อกน้ำประปาในแอฟริกา), ปีนผาเดียวดาย (ก็คงไม่ไหวยิ่งบ่นเจ็บข้อ ๆ อยู่ด้วย) หรือจะพาไปหอดูสัตว์มอสิงโตก็กลัวจะไม่สบาย ก็เลยต้องจบทริปกันแค่นี้ ระหว่างทางเจอ "อ่างเก็บน้ำสายศร" เห็นวิวสวยดีก็เลยเก็บภาพไว้ เล็กน้อยก่อนกลับตามธรรมเนียม

 

 

บางท่านที่เคยไปเที่ยวเขาใหญ่ (นานมาแล้ว) อาจสงสัยว่าเอ๊! มีอ่างเก็บน้ำชื่อนี้ด้วยหรือ? ต้องขอบอกว่าเดิมทีนั้นชื่อ "อ่างเก็บน้ำมอสิงโต" ครับ แต่เค้าเปลี่ยนชื่อไปแล้วด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ไม่ต้องการให้คนหวาดกลัว หรือเข้าใจผิดว่าแถวนี้มีสิงโต (จริง ๆ เป็นไปไม่ได้ ร้อกกก เพราะสิงโตเป็นสัตว์นักล่าที่มีอยู่แต่ในแถบแอฟริกา เอเชียบ้านเราจะมีก็แต่่เสือครับ) อีกประการ คือ เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านผู้ริเริ่ม และบุกเบิกในการก่อตั้งอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเป็นอุทยานแ่ห่งชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และยังเป็นอุทยานแห่งชาติแห่ง แรกของไทยเราด้วย ก็เลยใช้ "ชื่อสกุล" ของท่านมาตั้งชื่ออ่างเก็บน้ำแห่งนี้เพื่อเป็นเกียรติ น่ะครับ ก็เป็นอันว่าทริปสั้น ๆ "หัวหกก้นขวิดที่เขาใหญ่" จบลงแต่เพียงเท่านี้ แล้วค่อยพบกันใน โอกาสหน้า ซึ่งผมสัญญาว่าจะลองเปลี่ยนเป็นทริปสบาย สบาย (จริง ๆ) กะเขาบ้าง ยังไงก็อย่า ลืมติดตามกันนะคร้าบบบบ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry