หัวหก ก้นขวิด(อีกครั้ง)ที่เขาใหญ่
posted on 29 Mar 2008 18:59 by worrior in Prajinburi
กราบสวัสดีมิตรรักแฟนเพลงทุกท่านอีกครั้งครับ ว่าเข้าไปนั่น
วันนี้กระผมกลับมาพร้อมคำสัญญาที่จะนำเรื่องราวของทริป
(อันแสนฉุกละหุก) มาฝากทุกท่านอีกครั้ง อันที่จริงก็ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ตั้งแต่ทีแรกหรอก
ก็ไม่รู้ทำไมทริปอันแสนสุขของผม ต้องมีอันฉุกละหุกมันแทบทุกทีไป ก็สัญญานะครับว่าทริปหน้า
(ต่อจากนี้ไป) จะเป็นทริปอันราบรื่น เต็มไปด้วยภาพทัศนียภาพอันงดงามน่าประทับใจ อย่างที่บล็อกชาวบ้านเค้าเป็นกันคร้าบ
อารัมภบทซะนาน มาเริ่มกันเลยครับ (ทริปนี้เกิดขึ้นราว ๆ
ต้นปี ๕๑ อากาศยังเย้นน เย็นสดชื่น)
อันที่จริงทริปเขาใหญ่ที่ต้องหัวหกก้นขวิดคราวนี้ ก็เพราะความไม่ได้ตั้งใจเป็นเรื่องหลักครับ
ความตั้งใจเดิมนั้น คือจะไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติทับลาน (คิดไว้แต่ไม่ได้เตรียมตัว
) ก็เลยเปลี่ยนใจกระทันหันบอกแฟน
(ที่ไม่ได้ตั้งตัวอีกแล้ว
) ว่าน้อง เราเปลี่ยนแผนเหอะ
เที่ยวทับลานไว้คราวหน้า คราวนี้ขึ้นเขาใหญ่มันก่อนแล้วกัน อีกอย่างจะได้ส่องสัตว์กันซะทีไง เที่ยวเขาใหญ่มาหลายครั้งยังไม่ได้ส่องสัตว์เลย แล้วก็ตงเต็นท์อะไร, อุปกรณ์อะไรไม่ต้องเตรียมมันร้อก เรานอนบ้านพักอุทยานไปเลยละกัน ทุ่มทุน
๘๐๐ ก็ ๘๐๐ (เริ่มเห็นเค้าลางความฉุกละหุกรึยังครับ
)
เนื่องจากชะล่าใจว่าใกล้ ๆ เลยควบเรนเจอร์คู่ใจ (คันเดิม)
ออกเดินทางประมาณเกือบ ๆ ๕ โมงเย็น โดยใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๐๗๗ จากแยกนเรศวรประมาณ
๔๐ กิโลฯ ก็ถึงด่านอุทยานฯ ฝั่งปราจีนฯ (ใครเคยไปแต่เส้นทางโคราช ผมแนะนำให้ลองทางนี้ครับถ้า ต้องการความ สะดวก รวดเร็ว เดินทางง่าย เพียงแต่ทิวทัศน์อาจไม่สวยงามเท่าฝั่งโคราช
)
จากนั้นใช้เวลาอีกกว่าชั่วโมงจึงขึ้นไปถึงที่ทำการอุทยานฯ ซึ่งก็ปาเข้าไปประมาณ ๖
โมงแก่ ๆ แล้ว ตอนนั้นก็ยังย่ามใจครับว่า โอ๊ย! สบาย เพราะเต็นท์ก็ไม่ต้องกาง
แค่จองห้องพัก จองรถส่องสัตว์ (ถ้าจำไม่ผิดราวท่านละ ๔๐
บาทเท่านั้นถ้าเป็นรถเหมาของอุทยาน) จากนั้นก็ค่อยทานอาหารเย็นกัน สบาย ๆ
เพื่อรอเวลาขึ้นรถส่องสัตว์ ก่อนจะกลับไปพักผ่อน ยังบ้านพักของอุทยาน (เป็นไงครับแผนผม เคลิ้มตามอีกแล้วใช่มั้ยครับ
)
ที่ไหนได้ไอ้เจ้าบ้านพักที่ว่า (ของอุทยานฯ)
เต็มเรียบครับ ลืมนึกไปว่าที่นี่ปรกติแล้ว ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์
จะเต็มเร็วมากครับ ถ้าไม่อยากเดือดร้อน (เหมือนผม
) ควรไปตั้งแต่เช้า
หรือเตรียมเต็นท์ไปซะตั้งแต่เนิ่น ๆ เจองี้เข้าไปเริ่มใจเสียสิครับ
แล้วการณ์ก็เป็นไปตามคาด รถส่องสัตว์แบบเหมารวมของอุทยานเต็มเช่นกันคร้าบบ
ที่ยังเหลืออยู่ก็จะเป็นรถแบบทั้งคัน
(ถ้าจำไม่ผิดน่าจะราว ๕๐๐ บาทต่อคัน
) แต่เราต้องหาคนมาช่วยแชร์เอง
ซึ่งก็โอ.เค.ครับ เพราะมีคนต้องการอยู่บ้างเหมือนกัน ก็เลยตกลงกับพี่เค้าว่าถ้าไงเจอกันที่นัดพบนะ
(นัดขึ้นรถทุ่มครึ่ง ณ ที่ทำการอุทยานฯครับ)
ลืมบอกไปตอนที่ตกลงกับเค้าน่ะเืกือบทุ่มนึงแล้ว
เมื่อออกจากที่ทำการอุทยานฯมาได้ ก็ต้องรีบไปหาที่พักครับ ซึ่งเราเลือกเอาลานกางเต็นท์ ลำตะคองเป็นที่ค้างแรม (จำเป็น
) เมื่อมอบบัตรประชาชนให้เจ้าหน้าที่ (ยืมของเค้าต้องให้บัตรเป็นตัวประกัน
) พร้อมจ่ายตังค์แล้ว เราก็นำเต็นท์ (ขนาด ๔ คนนอน เพราะเต็นท์ ๒ คนเต็ม
) พร้อมเสื่อ และผ้าห่มไปหาทำเลพักผ่อน เฮ้อ! ไอ้ความลำบากมันมาเริ่มเอาก็ตอนนี้ครับ เนื่องจากเป็นเต็นท์ของอุทยาน (ซึ่งเราไม่คุ้นเคย เพราะไม่ใช่เต็นท์ของตัวเอง) กว่าจะกางกันเสร็จก็มะงุมมะงาหรากันอยู่นาน ไ่ม่ต้องเดานะครับว่าสภาพของเต็นท์ (ที่กางเสร็จแ้ล้ว
) จะีเป็นเช่นไร เชิญทรรศนาได้ครับ
เป็นไงครับงดงามดูไม่จืดเลยใช่มั้ย
เมื่อกางเสร็จ เราก็นำสลัดที่เตรียมมาไปทานกันที่ร้าน อาหารในบริเวณลานกางเต็นท์ ไอ้เรื่องส่องสัตว์เลิกพูดไปได้เลยครับ เป็นอันรู้กันเพราะ เวลาปาเข้าไปทุ่มครึ่งกว่าแล้ว แถมเหนื่อยกันทั้งคู่ ทริปนี้ก็เลยอดส่องสัตว์ตามเคยคร้าบบ ใจก็คิดเกรงใจคุณพี่ที่คุยตกลงกับเค้าไว้เหมือนกัน แต่ก็ต้องยอมรับครับว่าสภาพเราไม่ไหว จริง ๆ ป้าดโธ่!เอ๊ย ที่ร้านอาหารครับ ปรากฏร่างของคุณพี่ท่านนั้นอยู่ด้วย (กำลังละเมียดมาม่าอย่าง เอร็ดอร่อย สรุปว่าพี่แกก็ฉุกละหุก และสภาพไม่ให้เหมือนกะเราแหละ
) ทานอาหารกันเสร็จ ก็ไปล้างกล่องข้าว-ช้อน และล้างหน้า แปรงฟันกันที่ห้องน้ำอุทยานฯ จากนั้นก็สลี๊ปปิ้งกัน
อ๊ะ อ๊ะ อย่าพึ่งคิดว่าความซรวยยยยมันจะจบลงแค่นี้ จำได้มั้ยว่าทริปนี้ เรามากันตอนช่วงที่ อากาศมันยังเย็นนนนนน อยู่ (ราว ๆ ๑๔ องศาเห็นจะได้) ยิ่งบนเขาอย่างนี้ ยิ่งมืดยิ่งหนาวซีครับ (เคยได้ยินแต่ยิ่งสูงยิ่งหนาว
) แฟนผมน่ะเค้าไม่เป็นอะไร เพราะเตรียมเสื้อกันหนาวมาด้วย (เป็นคนเย็นง่าย
) ไอ้กระผมซี ไม่ได้เอาเสื้อกันหนาวมา แฟนเค้าเตือนแล้วก็ไม่ฟัง (ตอนกลางวันด้านล่างไม่ค่อยเย็น ก็เลย โอ๊ย! เกะกะ ไม่ชอบพก ของเยอะ
) ซวยซีครับนอนแทบไม่ได้
ยิ่งดึกก็ยิ่งเย็นลง เย็นลง ผ้าห่มที่เช่ามาเนี่ยช่วยได้ ก็แค่ประทังเท่านั้นแหละ สุดท้ายก็เลยนอนแทบไม่หลับมันทั้งคืน พื้นก็แข็ง (เพราะมีแต่เสื่อ
) คิด (ในใจ) ว่าเอาอีกแล้วตูข้าเอ๊ย พาตัวเอง (และแฟน) มาฉุกละหุกทัวร์อีกแร้วววว
กว่าจะเช้าคุณเอ๊ยยยย ช่างเป็นค่ำคืนที่ยาวววววนานนนนนซะจริ๊งงงง
หลังจากอดหลับอดนอนกันมาทั้งคืน เราก็งัวเงียลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟันกันครับ เสร็จแล้วก็พากันชักภาพบรรยากาศไว้เป็นหลักฐาน (ตั้งแต่ในเต็นท์
) ซึ่งบรรยากาศ ตอนเช้าบนเขาใหญ่นี่ต้อง ขอบอกเลยครับสวยงามมาก อากาศก็เย็นนนน สบายยยย เห็นหมอกจาง ๆๆๆ ปกคลุมไปทั่ว แม้แต่ในลำตะคองก็จะเห็นหมอกจาง ๆ ลอยละเรี่ยพื้นน้ำ (รุ่งเช้า-สายๆ อากาศจะเริ่มเย็น สบายครับ
) เราก็เลยจูงมือกันไปถ่ายภาพตรงนั้น ตรงนี้ เป็นที่จุใจตามภาพ ด้านล่างนี้เลย
จากนั้นเราก็ช่วยกันเก็บเต็นท์แล้วเดินทางกลับครับ คือแฟนผมเค้าไม่ค่อยแข็งแรงมากนัก (ไม่สบายกำลังอยู่ในช่วงพักฟื้น) จะพาลุยเหวนรก (ซึ่งน้ำคงมีไม่มากในหน้านี้), ไปผากล้วยไม้ (ซึ่งน้ำคงมีมากไหลแรงราวก๊อกน้ำประปาในแอฟริกา
), ปีนผาเดียวดาย (ก็คงไม่ไหวยิ่งบ่นเจ็บข้อ ๆ อยู่ด้วย) หรือจะพาไปหอดูสัตว์มอสิงโตก็กลัวจะไม่สบาย ก็เลยต้องจบทริปกันแค่นี้ ระหว่างทางเจอ "อ่างเก็บน้ำสายศร" เห็นวิวสวยดีก็เลยเก็บภาพไว้ เล็กน้อยก่อนกลับตามธรรมเนียม
บางท่านที่เคยไปเที่ยวเขาใหญ่ (นานมาแล้ว) อาจสงสัยว่าเอ๊! มีอ่างเก็บน้ำชื่อนี้ด้วยหรือ? ต้องขอบอกว่าเดิมทีนั้นชื่อ "อ่างเก็บน้ำมอสิงโต" ครับ แต่เค้าเปลี่ยนชื่อไปแล้วด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ไม่ต้องการให้คนหวาดกลัว หรือเข้าใจผิดว่าแถวนี้มีสิงโต (จริง ๆ เป็นไปไม่ได้ ร้อกกก เพราะสิงโตเป็นสัตว์นักล่าที่มีอยู่แต่ในแถบแอฟริกา เอเชียบ้านเราจะมีก็แต่่เสือครับ) อีกประการ คือ เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านผู้ริเริ่ม และบุกเบิกในการก่อตั้งอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเป็นอุทยานแ่ห่งชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และยังเป็นอุทยานแห่งชาติแห่ง แรกของไทยเราด้วย ก็เลยใช้ "ชื่อสกุล" ของท่านมาตั้งชื่ออ่างเก็บน้ำแห่งนี้เพื่อเป็นเกียรติ น่ะครับ ก็เป็นอันว่าทริปสั้น ๆ "หัวหกก้นขวิดที่เขาใหญ่" จบลงแต่เพียงเท่านี้ แล้วค่อยพบกันใน โอกาสหน้า ซึ่งผมสัญญาว่าจะลองเปลี่ยนเป็นทริปสบาย สบาย (จริง ๆ) กะเขาบ้าง ยังไงก็อย่า ลืมติดตามกันนะคร้าบบบบ