ทัวร์คางเหลือง ที่ทับลาน
posted on 19 Mar 2008 21:03 by worrior in Prajinburi
สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งหลังจากรอคอยมานาน (ผมรอพบพวกคุณน่ะ
) จริง ๆ ทีแรกกะเอาเรื่อง "ฉุกละหุกทัวร์(อีกแล้ว)ที่เขาใหญ่" มาเขียน แต่คิดไปคิดมาอารมณ์มันไม่ได้เท่าทริปนี้ ก็เลยขออนุญาตลงก่อน เลย เพราะเป็นทริปสดสด ร้อนร้อน (๑๖-๑๗ มี.ค. ๕๑ นี้เอง) เอ้า! มาเริ่มกันเล้ย
เมื่อทุกอย่างพร้อม (อีกแล้ว) คือทั้งงาน(เวลาว่าง), ทั้งแฟน, วิตามินเอ็ม ผมก็ได้ฤกษ์ออกตะลอนไทกันอีกครั้ง คราวนี้ที่หมายคือ "อุทยานแห่งชาติทับลาน" แหล่ง "ป่าลาน" แหล่งสุดท้ายของเมืองไทย ซึ่งมีอาณาเขต ครอบคลุมหลายอำเภอของนครราชสีมา และอำเภอนาดีของปราจีนบุรี ความน่าสนใจของอุทยานฯนี้ (สำหรับผม
) คงไม่ใช่เพราะเป็นแหล่งป่าลานสุดท้ายของประเทศก็เป็นได้ แต่เป็นคำร่ำลือที่ได้ยินได้ฟังมา ทั้งจากในเว็บ และ จากเพื่อนที่เคยไปต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามัน สวยยยยยยยย! อากาศดี น่าไปเที่ยวครับ อีกอย่างก็อยู่ ในเขต จังหวัดปราจีนฯ (ซึ่งกระผมทำงานและพำนักอยู่
) ว่าแล้วด้วยเวลาเตรียมตัวน้อยนิด(ไม่แนะนำ
) เพียงเช็คข้อมูลแผนที่ และสถานที่น่าสนใจจากเว็บแค่เว็บเดียวกระผมก็เิริ่มออกเดินทาง โดยดูจากแผนที่ที่ไป โหลดมาจากเว็บ (ตามภาพตัวอย่างข้างล่าง) ซึ่งแผนที่เจ้ากรรมนี่เองครับทำให้เกิดทริป "ทัวร์คางเหลือง" ครั้งนี้ขึ้นมา
คุณ ๆ (ถ้ายังไม่เคยไป) ดูแผนที่แล้วรู้สึกว่ามันก็ธรรมดาใช่มั้ยครับ เหอ ๆ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง (อ่าน
) เมื่อเห็น แผนที่เป็นอย่างนี้ผมก็เริ่มกะทริปคร่าว ๆ ครับว่าเราเริ่มออกเดินทางตอนสาย ๆ ก็ได้เพราะดูแล้วแต่ละสถานที่ ก็ไม่ได้ดูห่างไกลกันจนน่าจะเดินทางลำบากอะไร (หรือต้องรีบร้อนอะไร
) ก็เลยออกเดินทางเอาประมาณบ่าย โมง แรก ๆ ก็ดูดีครับสดชื่นรื่นเริง ฟังเพลง ร้องเพลงกันไป (มีฟามสุขที่ซู้ดดดดดดด!
) โดยใช้ทางหลวง หมายเลย ๓๓ ออกจากแถว ๆ แยกนเรศวรฯ เมื่อถึงสี่แยกอำเภอกบินทร์ฯ ก็แค่เลี้ยวซ้ายเพื่อเข้าเส้น ๓๐๔ (ทีแรก ก็งงเล็ก ๆ เหมือนกันเพราะก่อนหน้านี้ก็มีสี่แยกแต่มันแค่เล็ก ๆ ก็ถามเพื่อนที่เคยไป ก็ได้ฟามชัวร์ว่าไม่ใช่แน่ เพราะต้องเป็นสี่แยกขนาดใหญ่ ถนนที่ตัดผ่านต้องเป็นหลายเลน ก็เลยเลี้ยวถูก ส.บ.ม.ย.ห.) ผ่านเข้าเส้น ๓๐๔ มาได้นิดนึงก็แวะปั๊ม เข้าห้องน้ำ และทานข้าว (เป็นปั๊มใหญ่ มีคนจอดรถเยอะ มีของที่ระลึกขายด้วย) จากนั้นก็เริ่ม เป็นเส้นทางขึ้นเขา ซึ่งอารมณ์ชิว ชิวมากช่วงนั้น (วิวสวยดีครับ) ตามภาพด้านล่างนี้เลย
ควบเรนเจอร์คู่ใจขึ้นเขามาได้ซักพักก็เห็นป้ายอุทยานแห่งชาติทับลานอยู่ด้านตรงข้ามฝั่งถนนก็คิดว่าคงไม่ไป พักในตัวอุทยานฯ (เพื่อนเคยบอกว่าอะไรตะวัน ๆ ซักอย่างเนี่ย เค้าไปกางเต็นท์ ชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมทะเล หมอก
) ไอ้ผมก็ไม่เฉลียวใจอะไรเล้ย ไม่คิดจะโทรฯถามด้วย เพราะอะไรหรือครับ ก็ในแผนที่มันมีนี่หว่าี
ลอง ย้อนกลับไปดูแผนที่ข้างบนสิคร้าบบบบบบ!
มีสถานที่ที่ชื่อ "หาดชมตะวัน" อยู่ครับซึ่งถ้าดูอัตราส่วนในแผนที่ เราจะคิดเลยว่า อ๋อ ที่นี่เองที่เพื่อนมันบอก (และชวน
) ที่ไหนได้สถานที่ท่องเที่ยวที่เพื่อนเค้าบอกมันชื่อ "ผาเก็บตะวัน" ต่างหากล่ะซึ่งมันอยู่ภายในอุทยาน ไม่ได้ลำบากลำบนเหมือนกับเจ้า "หาดชมตะวัน" ซึ่งผมกำลังจะไปนี่เลย แถมในเว็บคุณท่านยังโฆษณาไว้เต็มที่ว่า "หาดชมตะวัน อยู่ในบริเวณเขื่อนลำปลายมาศ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของอุทยานแห่งชาติทับลานกับ อ.เสิงสาง(โคราช) จัด ทำขึ้นในปีอเมซิ่งไทยแลนด์ มีหาดทราย และแอ่งน้ำให้เล่น มีเรือคอยให้บริการ มีบ้านพัก และลานกางเต็นท์ พร้อมสรรพ" จะเหลือหรือครับ ผมก็คิดเลย สบาย อย่างนี้เราเที่ยว "น้ำตกห้วยใหญ่" ก่อน (คลายร้อน
) จากนั้น ต่อด้วยเขื่อนลำมูลบน จากนั้นเย็น ๆ ค่อยไปจบที่ "หาดชมตะวัน" ชมพระอาทิตย์ตกดิน กลางคืนดูดาว นอน เต็นท์ ตื่นเช้าค่อยออกเดินทางเก็บแหล่งท่องเที่ยวที่เหลือถ้ามีเวลา (เคลิ้มตามบ้างมั้ยครับ
)
ที่ไหนได้กว่าจะเจอป้ายทางเข้า "น้ำตกห้วยใหญ่" ก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายสามแล้ว ผมก็เออยังใจเย็น
ค่อยมา เก็บพรุ่งนี้ก็ได้ว้า ไป "เขื่อนลำมูลบน" เลยละกัน ประทานโทษนรกมันเริ่มเอาตอนนี้แหละ เพราะต้องเปลี่ยนจาก ถนนสายหลักอย่าง ๓๐๔ เข้าถนนที่มีป้ายบอกว่าเป็นทางเข้า เิริ่มแปลก ๆ แล้วครับทีนี้ เพราะเป็นถนนชนบท ถึงจะราดยางแล้วก็ไม่ได้มีสภาพดีเลย แถมในนั้นยังเต็มไปด้วยรถอีแต๋นขนอ้อย ขนมัน อะไรเทือกนี้ เพราะเป็น สวนอ้อย, มัน และโรงงาน กว่าจะพ้นไป ได้แทบแย่ แถมแฟนยังต้องทำหน้าที่ล่ามจำเป็นด้วย (ผมกับแฟนเป็น คนใต้ ต้องถามทางกับพี่น้องอีสานซึ่งพูด ภาษาถิ่น ซึ่งก็เต็มใจบอกทางสุด ๆ ครับ ต้องขอขอบคุณมาก ๆ) กว่าจะ งมไปจนเจอ "เขื่อนลำมูลบน" ได้แทบรากเลือด ก็เลยถ่ายภาพไว้ตามธรรมเนียมเล็กน้อยคร้าบ
บ่ายสามแก่ ๆ เราก็ออกเดินทางกันต่อ (ผมเริ่มใจไม่ดีแล้วเพราะคิดได้ว่าถ้าแผนที่เป็นอย่างนี้ ไม่รู้เราจะไปถึง แหล่งท่องเที่ยวเป้าหมาย "หาดชมตะวัน" เมื่อไหร่
) แต่ก็เออยังทำใจเย็น(อีกแล้ว
) กะไว้ว่าอย่างไรเสีย เราน่าจะไปถึงไม่เกินซัก ๕ โมงครึ่ง ที่ไหนได้เส้นทางต่อมาจากเขื่อนฯ ก็ไม่ใช่ง่าย เพราะไม่มีเส้นไหน(หมายเลข ทางหลวง) ตรงกับในแผนที่เลย ก็ตามเคยล่ะครับ เส้นทางอยู่ที่ปาก(และมือ
) แฟนผมต้องเป็นล่ามจำเป็นอีก เช่นเคย ตอนนี้ยิ่งกว่าตอนแรกที่เข้าเขื่อนลำมูลบนอีก ต้องจอดแล้วจอดอีกงงไปหมด
แถมเส้นทางไปอำเภอ ครบุรีก็ไม่ต่างจากเดิมคือเต็มไปด้วยรถขนอ้อย, ขนมัน และโรงงานน้ำตาล ผมยังอุตส่าห์โม้ให้แฟนฟัง (เผื่อจะลืม ความทุกข์) ว่า เฮ้ น้อง ครบุรีนี่มันน่าจะเป็นบ้านเกิดนักร้องดังนะ ก็อต จักรพรรณ ไง! ก็เค้านามสกุล "อาบครบุรี" อีกอย่างเป็นคนโคราชด้วย เนี่ย! เราได้เที่ยวบ้านเกิดดาราด้วยน้าาาาา (ว่าเข้าไปนั่น
)
หลังจากงม(ทาง)กันอยู่นาน ก็เจอถนนเส้นที่ตรงกับในแผนที่ซะที
(เส้น ๒๓๕๖) ซึ่งตอนนั้นเวลาก็ปาเข้าไป ประมาณหกโมงฝ่า ๆ แล้ว ผมก็ห้อเรนเจอร์เต็มที่ ยังไงกะว่าจะต้องไปดูตะวันตกดินที่ว่าสวย ๆ ให้ได้ (จริง ๆ ดูเอาหลังรถก็ได้ ้
) ระหว่างทางก็แวะเติมน้ำมันปั๊มซักหน่อย (เติมมาเต็มถัง ยังต้องเติมอีก
) ทีแรกกะว่าตอน เช้าขากลับค่อยกลับมาเติม แต่อีกใจก็เอ้าเติมไปเลยละกัน (เดชะบุญ!
ปั๊มแถวนั้นปิดเร็วมาก และมีเหตุครับ) เมื่อรถเข้าถึงบริเวณเขื่อนลำปลายมาศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ "หาดชมตะวัน" เราทั้งคู่ก็เริ่มแปลกใจ เพราะมันเงี๊ยบบบบบ! จนน่าใจหาย แต่เราก็ยังปลอบ ใจกันครับ ไม่เป็นรายร้อก ก็มันวันอาทิตย์ คนก็อาจจะน้อยไปบ้าง เหลียวซ้ายแลขวา เจอพี่เจ้าหน้าที่เข้าเค้ามา ต้อนรับครับพาไปที่ลานกางเต็นท์ (เห็นพระอาทิตย์กำลังตกสวยมาก แต่ถ่ายไม่ทันได้แต่ดู
) จากนั้นก็ดูแลเรา อีกเล็กน้อยแล้วก็กลับ (แกบอกว่าออกเวรแล้ว) แฟนผมก็เริ่มถามว่าเอ๊ แล้วไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลเราเหรอ ไอ้ผมก็ไม่ เอะใจอะไร คิดว่าคนเยอะแยะ เพราะเห็นมีกลุ่มวัยรุ่นบ้าง ครอบครัวบ้างมาปิ๊กนิก, เล่นน้ำกันประปราย (รถจอดอยู่ ๓-๔ คัน) เราก็เลยใจเย็น มาถึงก็ถ่ายรูปกันซะก่อน (กลัวจะไม่มีแสงให้ถ่าย
) เสร็จแล้วถึงช่วยกันกางเต็นท์
ที่ไหนได้ยิ่งมืดลง มืดลง พวกก็ทะยอยกลับกันไปทีละคัน ทีละคันจนหมด สรุปเหลือกันอยู่แค่สองคนครับ แต่ผม ก็ยังใจเย็น (มากไปมั้ยเนี่ย
) ชวนแฟนทานสลัด(ที่เตรียมมา) กันตรงท้ายกระบะ (ในใจก็เสียว ๆ กลัวถูกปล้น แต่ก็ยังคิดว่า ไม่เป็นไรถือว่าเค้าเปิดโอกาสให้เราสวีตกันสองคนก็แล้วกัน
) จากนั้นก็ชวนแฟนเข้าเต็นท์ โทษทีครับเวลาตอนนั้นน่ะแค่ทุ่มครึ่ง แต่มันมืดมาก แถมร้อนเหงื่องี้โชก ก็ยังทำใจเย็นนั่งเล่นเกมส์กัน เล่นไป เล่นมาหมาหอนครับ (ชักหวาด ๆ แล้ว
) ซักพักได้ยินเสียงคนเดินผ่านไปอีก ก็เฮ้ย! ไม่ไหวแล้วกลัว (กลัวถูก ปล้นนะครับไม่ได้กลัวผี ยิ่งมีข่าวปล้นฆ่าอะไรเทือกนี้อยู่บ่อย ๆ) ก็เลยสะกิดแฟนบอก เราไปจากที่นี่เหอะนะ ไม่ อยากเป็นข่าว (หน้าหนึ่ง) พรุ่งนี้ แฟนผมก็ผลุง ดีดตัวขึ้นมาเลย (ที่จริงเล่นเกมส์ไปงั้น คิดเรื่องเดียวกันอยู่แหละ) ว่าแล้วก็เก็บเต็นท์ (น่าจะเรียกยัด) ใส่แค็ปหลังเรนเจอร์คู่ใจแล้วบึ่งออกมาเลยครับ ไปหาที่นอนเอาดาบหน้ากัน ผมล่ะสงสารแฟนจริง ๆ เที่ยวแต่ละทีมีเรื่องให้เดือดร้อนตลอด (ต้องขอบคุณเค้ามากด้วย ไม่ว่าผมซักคำ
) จาก นั้นเราก็ช่วยกันหาทางออกไปจากที่นี่ครับ ออกไปทางอำเภอเสิงสาง ผ่านเข้าครบุรี เพราะมาคิดได้ว่าแผนที่บอก ไว้ (เป็นครั้งแรกที่มันช่วยเรา
) ว่าถนนเส้นที่จะผ่านอำเภอครบุรีมันจะมีแยกออกไปอำเภอเมือง ซึ่งคิดได้ว่าน่า จะปลอดภัย และหาที่พักได้ไม่ยาก (ระหว่างทางแฟนผมเค้าช่วยหาคลื่นวิทยุ สลับกับร้องเพลงให้ฟังเป็นเพื่อน ซึ้งครับ
) ซึ่งการก็เป็นตามคาด เราผ่านอำเภอโชคชัยในราวสี่ทุ่ม และเจอที่พักที่นี่ ในอีกครึ่งชั่วโมงถัดมา ชื่อโคราชรีสอร์ทครับ ตอนนั้นไม่สนใจอะไรแล้วขอพักผ่อนก่อน ซึ่งที่พักที่นี่อาจจะแพงไปนิด (ห้องแอร์เตียงคู่ ประมาณ ๑,๐๐๐ บาท รวมอาหารเช้า) แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน (สระว่ายน้ำ, สนามไดร์ฟกอล์ฟ, ห้องอาหารฯลฯ) ห้องกว้างขวาง (นอนได้ ๔-๕ คนสบาย ๆ
) และตกแต่งอย่างสวยงาม นอกจากนั้นยังมี wifi ไว้ บริการด้วยสำหรับคนติดเน็ท อีกอย่างเมื่อดูจากแผนที่ (ของทางโรงแรม) เราก็พบว่าถนนสาย ๓๐๔ เป้าหมายที่ จะพาเรากลับปราจีนฯ อยู่ห่างจากโรงแรมไม่กี่มากน้อย เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องจะกลับกันยังไงก็เป็นอันพับไปได้ สบายใจได้แล้วครับ
เข้าที่พักได้ อาบน้ำเสร็จก็พักผ่อนกันปุ๋ยเลย แหม! เหนื่อยกันมาทั้งวันนี่
เติมพลังตอนเช้ากันด้วย "บุฟเฟ่ต์" เรียบร้อย เราก็เดินทางกลับ เป็นอันว่าจบทริป "ทัวร์คางเหลือง ที่ทับลาน" กันเท่านี้ ไว้เจอกันโอกาสหน้าครับ
ที่จริงเราก็เคยเจอเหตุการณ์คล้าย ๆ กัน ตอนที่มาเที่ยวระยองแล้วกลับโคราช
โดยดูจากแผนที่ในมือหาทางลัดก็คิดว่าเจอแล้ว ปรากฎว่้าในแผนที่แถว ๆ สนามชัยเขตนี่ ดูแล้วเหมือนเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อกัน เราก็ขับรถไป คิดว่าอืม น่าจะลัดดี ที่ไหนได้ ไปสุดทางลาดยาง แล้วเป็นลูกรัง(เปลี่ยว ๆ ) ดีนะที่ไม่มากเท่าไหร่ประมาณ 7 กม. ก็มาเจอถนนลาดยางเหมือนเดิม เรางี้ใจหายใจคว่ำเหมือนกัน จะบ่นโวยวายก็ไม่ได้ เพราะเราเป็นคนจิ้มแผนที่ บอกทางเอง นับจากนั้นมาเส้นทางลัดนี่ไม่ได้แอ้มเราหรอก ตอนนี้เราย้ายมาอยู่นครนายกได้ 2 ปีแล้ว วันก่อนมีประชุมที่สระแก้ว เรายกมือไปเอง แล้วมานึกได้ว่ายังไม่เคยไปนี่หว่า (เคยไปแถบอีสาน กับภาคกลางตอนล่าง ชัยนาท อ่างทอง) แถบภาคตะวันออกนี่ไปแค่แถวทะเลกับนครนายก ปราจีนบุรี นี่อาสาไปสระแก้วได้อย่างไรนี่ แต่ในที่สุด(หลวมตัวไปแล้ว) ก็แสดงสปิริต เอาวะ ตราบใดรถยังมีน้ำมันตราบนั้นเรายังมีหวังรอด โชคดีที่ก่อนไปมีคนอาสาขับรถให้ ก็เลยไม่ต้องไป(หาทาง)ตายเอาดาบหน้า นี่ เราคอมเม้นท์มากเกินไปไหมนี่ ให้ไปหนึ่งดาวแล้วกัน ให้กำลังใจ
#1 By ~อย่าบอกว่าไม่รัก ถ้าไม่กล้าสบตา~ on 2008-03-20 00:29