อยุธยายศยิ่งฟ้า เป็นเทศกาลใหญ่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งจัดขึ้นราวเดือน ธันวาคมของทุกปี ถ้า ใครยังไม่เคยไปจะเล่าให้ฟังคร่าว ๆ นะครับ

 

งานอยุธยายศยิ่งฟ้านั้นเป็นเทศกาลใหญ่ปลายปีของอยุธยา ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง ความเป็นมรดก โลกทางวัฒนธรรม ที่จังหวัดนี้เค้าได้รับการประกาศยกย่องจากองค์การ ยูเนสโก เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๓๔ โดยภายในงานนอกจากจะมีการแสดงแสง สี เสียง อันยิ่งใหญ่ตระการตาแล้ว จะมีการแสดงชีวิตความเป็นอยู่ ศิลปหัตกรรม วัฒนธรรม และ ประเพณี ของคนไทยในสมัยโบราณโน่น เช่น การฟันดาบ การร้องลำตัดเกี้ยวกัน ไอ้ที่เป็นไฮไลท์จริง ๆ นะ ผมว่าอยู่ที่พ่อค้า แม่ขายในงานจะแต่งตัวย้อนยุค แล้วเงินที่ใช้จ่าย กันในงานจะเป็น เงินพดด้วงครับ (ให้ความรู้สึกดีมาก ๆ) นอกจากนั้น ภายนอกรั้วงาน (เกือบจะทั่วเกาะเมือง) ก็มีการจัดงานเช่นกัน มีทั้ง ตลาดน้ำโบราณ และตลาดปัจจุบัน (เป็นงานกาชาดร่วมด้วยครับ) มีของให้เลือกซื้อมากมาย เรียกว่า เดินกันเมื่อยล่ะ ส่วนเรื่องการ เดินทางไปชม แต่ละจุดแนะนำรถรางครับ (มีบริการตลอดจนงานเลิก) เพราะรถติด ไม่แพ้เมือง กรุงเชียว (จะผิดคอนเซปต์ งานย้อนยุคก็ ตรงนี้แหละครับ) อ้อ! ลืมไปอีกเรื่องในช่วงนี้นะใคร ไม่เคย เห็นตำรวจ โบราณ (หน้าตาโนเนะบ้าง โหดเหี้ยมบ้างตามแต่พันธุกรรม) แนะนำ ให้มา เที่ยวให้ได้เพราะ ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ ในช่วงนี้เค้าจะพร้อม กันแต่งองค์ทรงเครื่องแบบ โบราณ อย่างกับหนัง สุริโยไท, ตำนาน สมเด็จพระนเรศวรฯลฯ เลยครับ ถ้าคุณ ๆ มีโอาส ไปเที่ยวงานเจอคนแต่งตัวแบบนี้ในที่มืด ๆ ก็อย่าพึ่ง ตกใจไป ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ของเรา นี่เอง

 

 

 

 
และแน่นอนครับ เทศกาลแบบนี้เป็นที่ หมายปองของผมมานาน ไปจังหวัดอยุธยาก็บ่อย (เรื่องงาน) แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่มี โอกาสซักที และแล้ว (ตื่นเ้ต้น) ในที่สุดวันที่รอคอย ก็มาถึง ทุกอย่างลงตัว (งานจัดติดช่วงเสาร์-อาทิตย์) แฟนว่าง  โป๊ะเชะ!อย่างนี้จะรออะไรอยู่ล่ะ ไปกันเล้ย!
 
หลังจากที่เราพักผ่อนนอนเอกขเนกกันอย่างเต็มที่ในวันเสาร์ (๘ ธันวา ๕๐) แล้ว สาย ๆ วันอาทิตย์เมื่อเตรียมสัมภารกเสร็จ ผมก็ควบเรนเจอร์ (ฟอร์ด) คู่ใจจากบ้านพัก (ปราจีนฯ) โดยใช้เส้นทางไปนครนายกฯ ผ่านเข้าปทุมฯ แล้วเลี้ยวเข้าทางหลวงพิเศษ (หมายเลข ๙) ซึ่งอยากจะบอกเลยครับว่าช่วงขาไปนี้ง่ายมาก (อย่างกับปอกกล้วย) ไม่ยักเหมือนขากลับ ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๒ ชั่วโมงก็ถึงตัวอำเภอพระนครศรีอยุธยาแล้ว (จังหวัดนี้เป็นจังหวัด เดียวที่ไม่มีอำเภอเมืองนะ) ก่อนอื่นเลยก็ต้อง แวะเข้าที่พักก่อนครับเพราะกว่าการแสดงจะเริ่ม ก็ราวทุ่มครึ่ง มาึถึงประมาณบ่ายสามอย่างนี้ก็เก็บสัมภาระ กับพักผ่อนเอาแรงกันไปก่อนล่ะ โดยผมเลือกที่พักนอกเกาะเมืองครับ อยากจะแนะนำเลย เพราะที่พักที่นี่สภาพดี (สร้างใหม่) สิ่งอำนวยความสะดวกครบ แถมราคาย่อมเยาว์ครับ แฮ่ ๆ ก็ห้องวี เตียงเดี่ยวคิงไซส์แค่ ๖๐๐ เอง ว่าแล้วก็พาชมซะเลยครับ (ภาพจากเว็ปของเค้านะ)
 
 
 
 
ถ้าสนใจก็ลองหาเอาในเว็ปนะครับ (ไม่ได้มีเอี่ยวอะไรด้วย) ชื่อ The Lima Place ครับ
เอาล่ะเมื่อได้เวลา (ประมาณ ๕ โมงเย็น) เราก็เริ่มออกเดินทางกันครับจากที่พักเมื่อมาถึง เจดีย์วัดสามปลื้มจะเข้าเกาะเมืองต้องเลี้ยวขวา ช่วงนี้ชิว ชิว บวกตื่นเต้นพอประมาณตาม ประสาคนบ้าเรื่องประวัติศาสตร์น่ะ รู้สึกเหมือนกับว่าเราจะได้กลับไปชมราชธานีเก่าตอนที่ ยังรุ่งเรืองอยู่น่ะนะ เมื่อผ่านถนนโรจนะ (ผ่านราชภัฎฯ ผ่านพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา) ให้เลี้ยว ขวาครับ ตรงไปเรื่อย ๆ จะผ่าน ททท.อยุธยา เมื่อมาถึงสี่แยกให้เลี้ยวซ้ายจะผ่านเพนีียด ซึ่งจะมีช้างน้อย (อย่าคิดลึก) และใหญ่มากมายหลายเชือกพร้อมควานซึ่งแต่งตัวแบบทหาร โบราณคอยบริการนำชมเกาะเมือง สนนราคาถ้าจำไม่ผิดราว ๑๕๐ บาทต่อเที่ยวมั้งครับ ทีแรกก็ กะจะชวนแฟนเขานั่งด้วยเหมือนกันแต่กลัวจะไม่ทันเวลา เลยกะว่าไว้โอกาสหน้าก็แล้วกัน ลืมบอกไปครับที่ต้องเลี้ยวซ้ายที่สี่แยกนี้เพราะว่าจะไปจอดรถครับ เลี้ยวขวาอีกสองทีก็จะเจอที่ จอดรถซึ่งอยู่หลังวิหารพระมงคลบพิตร
 
 
 
 
อย่างที่เกริ่นไว้ที่แรกแหละ ช่วงหน้าเทศกาลแบบนี้ ประกอบกับถนนเมืองเก่าอย่างนี้(มักจะเล็ก และแคบ) อาการรถติดมาก ๆ จะตามมาเป็นธรรมดา ผมก็เลยหาทางเลี่ยงไง เพราะหน้างาน แบบนี้เค้าจะมีรถรางราคาถูกไว้บริการ ไอ้เราก็เฮ้ยเอารถจอดไว้ซี้ นั่งรถรางดีกว่าทั้งสะดวก ทั้งประหยัด (แค่รอบละ ๑๐ บาท) ว่าแล้วก็ชวนแฟนขึ้นรถรางเลย กะว่า ช่วงใกล้ ๆ การแสดง เริ่มค่อยกลับมาเอาของ (แฟนเอาเสื้อหนาวไว้ในรถ) สบาย ๆ ครับ เวลาเหลือเยอะเฟ้ย (ความคิดตอนนั้น) นั่งรถรางอย่างสบายอารมณ์จนมาถึงบริเวณจัดงานเราก็เข้าไปซื้อตั๋ว (มีขายในเน็ตด้วยนะ จองผ่านไทยทิคเก็ตเมเจอร์ก็ได้แต่ราคาแพง)ผมก็ซื้อราคาแบบ เบา เบา ใบละฉองย้อยเท่านั้น (จริง ๆ แนะนำนะครับ เพราะไอ้ตั๋วพิเศษที่ว่าแพงเนี่ยเอาเข้าจริงไม่เห็น มันจะพิเศษกว่าแบบธรรมดาเลยครับ ไม่ทราบเค้าใช้วิธีไหนมากำหนดค่าตั๋ว จะมุมมอง ความ สะดวกสบาย ฯลฯ ก็ไม่เห็นมันต่างกันเล้ยคิดแล้วก็สงสารพวกซื้อตั๋วแพงครับ ) จากนั้นเราก็ เริ่มเข้าสู่บริเวณงาน (อยู่ด้านหลังวัดมหาธาตุ) อย่างแรกก็ต้องแลกเงินโบราณใช้กันก่อน โดย เค้าขายทั้งถุง (สีแดง)ขนาดกำลังน่ารักเหมาะมือ ไอ้เงินที่แลกมานี่จะเป็นเงินพดด้วงมีสองราคา คือ ๕ บาท กับ ๑๐ บาท และต้องซื้อทั้งถุง ๑๐๐ บาท
 
 

 
 
จากนั้นเราทั้งคู่ซึ่งขณะนั้นได้เปลี่ยนร่างเป็นเครื่องจักรบดอาหาร (ชั่วขณะ ) ก็เริ่มออก
ตระเวณเลือกซื้ออาหาร(โบราณบ้าง ไม่โบราณบ้าง แต่คนขายแต่งตัวโบราณ) รับประทาน
กันอย่างเมามัน เริ่มจากข้าวหมกไก่ (ใส่ใบตอง), ผัดไทย, ส้มตำ, ทอดมัน น้ำหวาน ฯลฯ
ทั้งหมดนี้ด้วยเงินพดด้วงนะคร้าบ ซื้อเสร็จก็หาที่นั่งรับทานกันล่ะโดยได้แคร่ไม้ไผ่(ได้บรรยา กาศจริง จริ๊ง ) เป็นที่ดินเน่อร์ในวันนั้น เมื่อท้องอิ่มหนังตาก็หย่อน เอ๊ย! ไม่ใช่!เราก็ออกเดิน ชมการแสดงเรียกน้ำย่อย โดยเป็นการแสดงฟันดาบมีทั้งแบบ ชาย ชาย,หญิง หญิง, ชาย หญิง (ฟันดาบนะ ) ที่เสียวหน่อยก็คือดาบที่เค้าใช้เป็นดาบจริงครับ เวลาฟันกันทีไฟงี้แลบได้ อารมณ์ มาก ๆ (จริง ๆ ดาบมันถูกลบคมไปแล้วครับ แฮ่ ๆ )ชมการแสดงฟันดาบไปได้ สักพักประมาณ ๖ โมงกว่า ๆ แล้ว จริง ๆ จะมีลำตัดต่อแต่ว่ากลัวจะกลับมาไม่ทันการแสดงก็ เลยขึ้นรถราง (อีกครั้ง) ไปเอาเสื้อกันหนาวที่รถกันครับไอ้ที่ว่า หัวหก ก้นขวิด มันมา็เิริ่มเอาี่ ตรงนี้นี่แหละ
 
 

 
 
เห็นเวลาเหลืออีกชั่วโมงหน่อย ๆ กว่าการแสดงจะเริ่มทีแรกขึ้นรถรางไปก็ยังอารมณ์ ชิว ชิว ครับถึงรถจะติดใช่ย่อย แต่่่่เอ๊ะ! พอรถเลี้ยวผ่านสี่แยก (ปกติต้องเลี้ยวขวาเพื่อไปด้านหลัง วิหารพระมงคลบพิตรซึ่งเป็นที่จอดรถของเรา) มันดันทะลึ่งตรงไปแล้วไปเลี้ยวซ้ายผ่าน พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา! เอาล่ะซี ชักใจเสียแล้วครับ รถก็ติดแถมรถรางเจ้ากรรมดันพา ไปอีกทาง ไอ้ผมก็ยังเอาวะ! นั่งมันต่อไปมันอาจจะวกกลับทางเดิม (คิดได้ไงเนี่ย! ) นั่งไป นั่งมารถรางก็พาเข้าสถานีตำรวจ ทีแรกก็ตกใจ เฮ้ย!เค้าพาเรามาทำไม มาบางอ้อก็ตอนที่เห็น ตำมะหรวดแต่งกายกันด้วยชุดโบราณนี่แหละก็เลยเข้าใจว่าเค้าเปิดให้เที่ยวสถานีตำรวจด้วย (ปรกติถ้าไม่จำเป็นใครจะอยากมาเที่ยว )ไอ้เราตอนนั้นไม่มีแก่ใจจะเที่ยวแล้วล่ะ ตั๋วการ แสดงก็ซื้อแล้ว เหลือบดูเวลาก็เกือบ ๆ จะทุ่มแล้ว ตอนนั้นก็เริ่มทำใจเล็ก ๆ ว่าตูข้านี้อาจจะ เสียเที่ยว, เสียตังค์ ฯลฯ แต่ก็ยังหวังลึก ๆ นะว่าจะไปทัน ออกจากสถานีตำรวจมาได้รถก็มา วนตรงงานกาชาด ซึ่งตั๋วก็หมดรอบพอดี แต่ก็ยังไม่ยอมลง (ถ้าเค้าเช็คตั๋วรอบใหม่ก็ค่อยจ่าย แล้วกัน ) และแล้วรถก็แล่นผ่านหน้าวิหารพระมงคลบพิตร (อีกรอบ) ก็เลยเกิดพุทธิปัญญา ขึ้นมาว่าลงเดินเถอะเผื่อมันจะทันได้ดูการแสดงซักครึ่งรอบก็ยังดี ก็เลยชวนแฟนเขาลงแล้ว พาเดินเพื่อจะไปหลังวิหารฯที่จอดรถ ปรากฏว่าด้านหน้าวิหารมีการตั้งบุษบกมาลา เพื่อประดิษ ฐานพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าแฟนเขาก็เลยอยากกราบนมัสการเพื่อเป็นศิริมงคล ผมก็เอ๊า ไหนไหนก็ไหนไหนแ้ล้วนี่ จากนั้นก็ชักภาพไว้เป็นหลักฐานซะหน่อย เฮ้อ! หลังจากนี้อาจจะ เจอเรื่องดีก็ได้
 
 
 
 
จากนั้นก็พาน้องเค้าเดินจ้ำอ้าวเพื่อจะไปเอาเสื้อหนาวในรถ (ซึ่งอยู่ด้านหลังวิหาร) อีกอย่าง คือไปเอารถด้วยล่ะครับ ขืนนั่งรถรางอีกรอบเป็นต้องมีตื้บใครแ้ก้ซวยบ้างแน่ กว่าจะถึงรถก็ เล่นเอาเหนื่อยครับ แถมแฟนปวดชิ้งฉ่องต้องไปหาห้องน้ำเข้าอีก เฮ้อ! (อีกแล้ว) จะได้ดูซัก ครึ่งรอบมั้ยคร้าบ เมื่อขึ้นรถได้ด้วยอารามรีบจัด ก็เลยถอยรถเรนเจอร์คู่ใจเสยเสาเข้าไป ๑ ที บุ๋มลงไปเลยคร้าบ (ยังดีที่เป็นแค่กันชน) มันจะซวยไปถึงไหนเนี่ย (คิดในใจ)
 
 

 
 
เมื่อรถคลานออกจากที่จอด (ย้ำว่าคลานครับเพราะรถติดวินาศสันตะโรเลย) ก็ภาวนาว่าเฮ้ย ไม่แน่การแสดงมันอาจจะเริ่มช้าก็ไ้ด้ เรายังมีโอกาส ขับไปซักพักเราก็ปลอบกันไป (นั่งปลง กันไป)ซึ่งไม่นานก็ได้รู้ว่าที่รถติดขนาดนั้นนอกจากถนนแคบ, รถมากแล้ว มันดันมีรถเสียจอด อยู่ข้างหน้าครับเลยทำให้รถทัวร์ข้างหน้าไปไม่ได้ โอ้ซาร่า! จอร์จไม่ไหวแล้ว! ใจนึ่งเริ่ม คิดว่ากลับที่พักมันเลยดีมั้ยเนี่ย ซวยซ้ำซ้อนยิ่งกว่านักการพูดจาโกหากซ้ำซ้อนซะอีก แต่อีก ใจก็เอ๊า เอากะมันอีกซักตั้งก็เลยตัดสินใจไปงานต่อ ซึ่งกว่าจะมาถึงแถวงานก็ใกล้ ๒ ทุ่มแล้ว แถมต้องเอารถไปจอดหน้าวัดราษฎร์บูรณะโน่น เพราะเค้าปิดถนนทางเข้างาน (เหมือนกับที่ปิด ถนนหลังวิหารพระมงคลบพิตรที่เราจอดรถ) จากนั้นไม่สนใจอะไรอีกแล้ว รีบพาแฟนจ้ำอ้าว ไปที่งาน จากนั้นก็รีบขึ้นไปชมการแสดง ซึ่งที่นั่งชม (ชั่วคราว) นั้นว่าไปแล้วสูงและดูไม่มั่นคง นัก แต่จังหวะนั้นใครจะไปสนล่ะแฟนผมเองเค้าก็พยายามเดินตามมาอย่างรวดเร็ว (เพราะถูก ผมทั้งลาก และดึง) ทั้ง ๆ ที่กลัวความสูง ในที่สุดเราก็ได้ชมการแสดง แสง สี เีสียงชุด "กรุงศรีอยุธยา สถิตย์ฟ้า จารึกดิน" จนได้ครับ ซึ่งถือว่าโชคดีมากครับ (เริ่มเกิดสิ่งดี ๆ กับ ชีวิตมั่งแล้ว ) ที่การแสดงน่าจะเพิ่งเริ่มไปไม่นาน แว่วว่าน่าจะเริ่มช้ากว่ากำหนดไปพอสมควร ซึ่งก็อลังการ ตื่นตา ตื่นเต้น และยิ่งใหญ่สมกับที่ดั้นด้นมาดูกันคับเริ่มตั้งแต่สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ก่อตั้งราชธานี, ตกเป็นเมืองขึ้นพม่า, สมเด็จพระนเรศวร (แสดงโดยคุณบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์) กู้ เอกราช, สงครามยุทธหัตถี (ดูแล้วน้ำตาซึมทุกที) จนกระทั่งบ้านเมือง กลับมาร่มเย็นเป็นสุข ในน้ำมีปลาในนามีข้าวอีกครั้ง เห็นแล้วชื่นใจครับ (ไม่มีตอนเสียกรุงนะ)ช่วงนี้วินาทีทองครับ ผมกับแฟนต่างก็ชมไป ถ่ายภาพไปอย่างเพลิดเพลินกว่าการแสดงจะจบก็ราว ๓ ทุ่มครับ จบ แล้ว คนก็ยังถ่ายภาพกันต่อ (กับบิณฑ์ และช้าง) ส่วนผมกับแฟนเนื่องจากเหนื่อยกันไม่น้อย
(อีกอย่างไม่ใช่พวกบ้าดาราครับ ) ก็เลยถ่ายรูปอีกเล็กน้อย แล้วก็พากันกลับเป็นอันจบทริป
"หัวหก ก้นขวิด กับงานอยุธยายศยิ่งฟ้า" กันเท่านี้ (ด้านล่างนี่เป็นตัวอย่างภาพการแสดง ครับ เชิญทรรศนา)
 
 
 
 
 
 

 
 
แล้วค่อยเจอกันอีกในทริปหน้าครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry