สวัสดีอีกครั้งครับพี่น้อง เป็นยังไงกันบ้างหยุดยาว ๆ อย่างนี้ คงเที่ยวสงกรานต์กันเต็มอิ่ม ก็หวังว่าจะปลอดภัยกลับ มากันทุกคนนะคร้าบ ส่วนกระผมเองอยากจะบอกว่าไม่ล่ายไปไหนกะเขาเลยครับ ได้แต่กลับบ้าน (ชุมพร) เจอญาติ - พี่น้องบ้าง แต่แทบไม่ได้ไปไหนเลยครับ เหตุเิกิดจากแฟนป๋มเค้า ต้องบวชแก้บน (เค้าให้คีโมมา ๖ เดือนแล้วผ่าน มาได้) ซึ่งฤกษ์บวชนั้นแม่ยาย(ว่าที่) เพิ่งจะมาบอก ไอ้โครงการเที่ยวต่าง ๆ ก็เลยฟาล์วไป

 

อ๊ะ อ๊ะ อย่าเพิ่งงงครับ ว่าแล้วไอ้หัวหิน ถิ่นมีหอยเนี่ยมันมาได้ไง ครับ! เมื่อเห็นท่าว่าสงกรานต์นี้คงไม่ได้ไป ไหนกับใครเค้า ก็เลยตกลงใจกันว่างั้นเที่ยวมันก่อนสงกรานต์แล้วกัน ว่าแล้วเราก็มาเริ่มกันเล้ยยยยยยย

 

อย่างเคยครับผมควบฟอร์ดเรนเจอร์คันเก่งจากปราจีนฯแต่เ้ช้า เพื่อไปรับแฟนเค้าที่หน้าบิ๊กซีพระรามสองฝั่งตรง ข้ามเซ็นทรัล หลังจากทานข้าวเช้า (สายครับ ประมาณ ๑๐ โมง) กันเรียบร้อยก็ออกเดินทาง รถราก็ไม่เยอะครับ (ข้อดีของการเดินทางก่อน เทศกาล) ขับรถเรื่อย ๆ ผ่านสมุทรสาคร, สมุทรสงคราม เลี้ยวเข้าเพชรบุรี แล้วเลี้ยว ซ้ายอีกทีเพื่อไปหัวหินเป้าหมาย

 

เราไปถึงหัวหินเอาราวเกือบบ่ายสาม จากนั้นก็ิเิริ่มปฏิบัติการหาโรงแรมพักผ่อนกัน ซึ่งได้หาข้อมูลมาแล้วว่าคืนนี้ จะไปนอนกันที่ "บ้านกางมุ้ง" ที่พักชื่อเก๋ไก๋ และแปลกระคนกัน ซึ่งตั้งอยู่แถบ ๆ เขาตะเกียบ อยู่บนถนนเส้นเลียบ ชายหาด กว่าจะเจอเราก็ตระเวณหาตั้งแต่ในตัวเมืองเลยครับ แต่พอได้สัมผัสที่จริงก็รู้สึกว่าห้องมันจาแคบไปน้า ถึงจะใกล้ชายหาด และการออกแบบจะดูน่ารัก ๆ ก็เหอะ แถมสนนราคาต่ำสุดอยู่ที่ ๑,๗๐๐ บาท/คืน (ขนาดเป็น โรงแรมแถบชายหาดที่ราคาถูกที่สุดแล้วนะ) ก็เลย เปลี่ยนใจกันคร้าบ ไปหาเอาในเมืองละกัน (อยากจะแนะนำ สำหรับคนเบี้ยน้อย หอยน้อย ถ้าอยากเที่ยวหัวหิน ให้หาที่พักในเมืองจาดีกว่า ราคาเรารับได้ราวพันนึง อีกอย่าง กลางคืนไฮไลท์ของที่นี่ "ตลาดโต้รุ่งหัวหิน" ก็อยู่ในเมือง เช้า ๆ สาย ๆ เราค่อยไปชายหาดก็ได้)

 

หลังจากหากันอยู่นานเราก็ได้ที่นึงชื่อ "โรงแรมสุขสบาย" ครับ เป็นโรงแรมเล็ก ๆ ราคาแค่คืนละ ๑,๒๐๐ เท่านั้น ย่อมเยาว์มากแล้ว (สำหรับที่นี่) ไม่รวมอาหารเช้านะ แถมแค่น้ำสองขวด ห้องหับใช้ได้ยังใหม่เอี่ยมเลย แถม ที่พิเศษคือ มีเซฟตี้บ๊อกซ์ให้เก็บของมีค่าด้วย แหมอย่างกับโรงแรมแพง ๆ เลย ว่าแล้วผมก็ถ่ายภาพตรงนั้นตรงนี้ ไปเรื่อย หันมาอีกทีก็เห็นแฟนแอ้งแม้งไปเป็นที่เรียบร้อย คงจาเหนื่อยน่าดู ลองชมภาพประกอบสิ

 

 

 

น้ำฟรีสองขวดคร้าบ ไอ้ขวดใหญ่ซื้อมาแช่เอง ราวสองสามชั่วโมงต่อมาเมื่อพักจนหายเหนือยแล้วท้องก็เริ่มหิว ก็เป็นอันได้เวลาไป "ตลาดโต้รุ่งหัวหิน" ไฮไลท์ของวันนี้เพื่อหารับทาน เราเดินกันไปนะเนื่องจากตลาดอยู่ไม่ ไกลจากที่พักมากนัก ซึ่งไม่นานเราก็ได้ที่ดับหิวชื่อ "หมูซีฟู้ด" เป็นร้านตามสั่ง คนนั่งกันค่อนข้างแน่น ก็เลยเอา น่าจะไม่ผิดหวัง ก็เป็นอันสั่งข้าวมารับทานกัน

 

ระหว่างเล็ง กินอารายดีน้าาาาา ว่าแล้วก็สั่งผัดสะกอกุ้ง+แกงจืด+ข้าว+น้ำเปล่า

 

บรรยากาศระหว่างรอ มีทั้งพี่ไทย พี่หรั่งนั่งกันสลอน ขนาดยังหัวค่ำนะเีนี่ย

 

มาแว้ว! น่าทานม้ากกกกก โดยเฉพาะสะตอเม็ดใหญ่ แอนด์ กุ้งตัวบะเร่ิอ ราคาก็เบาะ ๆ ของแถบนี้ รวมน้ำเปล่า แล้วอยู่ที่ ๑๗๐ คับผม รสชาดออกหวานนิดนึงง่ะ คงทำเผื่อฝรั่งจนชินมั้ง เมื่อเสร็จภาระกิจเราก็ออกสำรวจซี คร้าบบบบบบ มามะทุกท่านป๋มจะพาไปเที่ยว

 

ผลไม้ครับ สด ๆ อวบ ๆ คุณภาพคับแก้วจริง ๆ (แต่ราคาไปถามกันเอาเองคับ) แฟนเค้าอยากกินเงาะ ก็เอาครับ ซื้อครึ่งโลนะพอหายอยาก (ไม่ใช่งกนะเงาะเนี่ยวันนั้นโล ๖๐ เท่าน้านนนน)

 

เอ้าใครอยากเช่าพระ เร่เข้ามา เจอโจทย์แล้วอยากหนังเหนียว หรือต้องนอนคนเดียวแล้วกัวผี เชิญค้าบ

 

ใครยังไม่มีเื้สื้อสายเดี่ยวไว้ใส่ชิลล์ชายหาด ก็เชิญได้ (แหมมีทู้กกกอย่างจริงๆ)

 

ถึงครึ่งทางจะเจอขนมโบราณ "กะลอจี๊" ของป้าแดง เป็นแป้งนิ่ม ๆ ทอดดูคล้าย ๆ กุ่ยช่ายแฮะ แต่ช่วงนั้นอิ่มครับ เลยไม่ได้ลอง แถมนางแบบก็ดูไม่ได้สนใจเล้ยยยยย ลองดูเอาในภาพสิ

 

ต่อ ๆ อยากได้โคมไฟ แอนด์ หลอดไฟสีมั้ย เชิญคร้าบบบบ

 

มาเที่ยวทาเล ไม่ได้รับทานซีฟู้ด เดี๋ยวเค้าจาว่ามาไม่ถึง ซักหน่อยมั้ย (แถวนี้ร้านซีฟู้ดเพียบ มีทั้งเผา, ทอด จัดให้ได้ทุกกรรมวิธี) ถ้ามีตังค์จ่าย

 

ฝาหรั่ง แขก ไทย จีน ฯลฯ นั่งกันเพียบ คึกคักจริง ๆ ยิ่งดึกคนยิ่งเยอะ เนี่ยราวสองสามทุ่มแล้วนะ

 

ต้องการแนวอินเตอร์มั้ยคับ ซาตง ซาเต็ก มีโม้ดดดดดด ทั้งเนื้อ ปลา ไก่

 

ตุ้มหูก็มีนะ ว่าก็ว่าเหอะ หาไรมีแทบทู้กกกอย่างงงงง จริง ๆ (เสียแต่ว่าคู่ละห้าหกสิบขึ้นทั้งน้านนนนน)

 

บรรยากาศตรงปลาย ๆ ถนนคับ กว่าจะมาถึงเหนื่อยพอได้เชียวละ่

 

ก่อนกลับก็มะม่วงน้ำปลา(กะปิ)หวานซ้าหน่อย แก้ง่วง ร้านเนี้ยชื่อ "สาลี่กะปิหวาน" อยู่ตรงข้ามกับ "หมูซีฟู๊ด" แหละ มีน้ำปลาหวาน และผลไม้ให้ เลือกหลากชนิด ของเค้าดังนะ ออกรายการทีวี และลงหนังสือมาเพียบ แต่เจ้าของร้านบึ้งซะไม่ยักกะยิ้มสักแอะ ไม่เห็นเหมือนที่เค้าโปรโมทเยยว่ายิ้มหวานนนนนน (สงกาสัยว่าเพราะซื้อเค้าแค่ชุดเดียวล่ะม้าง)

 

สภาพระหว่างเดินกลับครับ ดูกันเอาเอง อย่างกับวิ่งสี่คูณร้อยมางั้น คงไม่ต้องเดานะครับว่าถึงโรงแรมแล้วทำไร กันต่อ หลับซีคร้าบบบบบ สภาพผมก็ไม่ต่างจากแฟนเท่าไหร่เพียงแต่เค้าไม่มีแรงถ่ายรูปมาให้ดูเท่านั้นแหละ

 

ตื่นเช้า (สาย) มารับอากาศอันสดชื่นนนน ต่างจากเมื่อคืนอย่างเห็นได้ช้าดดดดด อิ อิ

 

เก็บข้าวของแล้วก็มาชักภาพแถวระเบียงหน้าห้องไ้ว้เป็นหลักฐาน

 

อีกซักรูป ราว ๆ สิบโมงเราก็เช็คเอาท์จากโรงแรมครับ ไปเที่ยวชายหาดหัวหินกันดีกว่า

 

หน้าหาดจะมีที่สำหรับจอดรถชั่วโมงละ ๑๐ บาท (ที่จอดค่อนข้างแคบคุณอาจจอดไว้ด้านนอก แล้วค่อยเดินเอา ก็ได้) ระหว่างทางก่อนจะถึงหาดจะมีของที่ระลึกจำพวกหอยทะเล, โมบายกะลามะพร้าว หรือพวกของทานเล่น ก็มีครับ ราคาก็ไม่แพงมากนัก (ยังไงก็แพงกว่าที่อื่นน่ะนะ ก็นี่มันหัวหินถิ่นคนมีเบี้ย (มาก) นี่หว่า)

 

มีม้าบริการนั่งชมหาดด้วยยยยยยย รอบละ(ไปกลับภายในบริเวณหาด) ๕ - ๖ ร้อยบาทเท่าน้านนนนน ลองต่อ รองแค่ขึ้นไปนั่งได้มั้ย ด้ายยยยยครับ ขึ้นไปนั่งบนม้าเฉย ๆ ถ่ายรูป ถ้าท่าเดียว ยี่สิบ เหมาท่า(ถ่ายรูปกี่ครั้งก็ได้) แค่ห้าสิบเท่านั้น ตอนนั้นบอกได้เลยว่าไม่มีอารมณ์ครับถ้าเป็นเย็น ๆ หรือเช้ากว่านี้ไม่แน่ ไปถึงตอนนั้นจะ ๑๑ โมงแว้ววววว ร้อนจาตายชัก ไม่ไหว หาอะไรกินกันดีกว่า หิวมากแล้วด้วย

 

บรรยากาศชิล ชิล (แต่ร้อนโคตรถ้าไม่ได้อยู่ในร่ม) หน้าร้านอาหารริมชายหาด

 

สั่งอาหารดีกว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้อง รู้สึกว่าเค้ามีระบบควบคุมราคาอาหารเป็นของ อบต.หัวหินมั้ง (ถ้าไม่ ควบคุมจะเป็นยังไงเนี่ย หุ หุ)

 

มาแล้ววววว ขอลุยก่อนนะคร้าบบบบบ สั่งอาหารมาสองอย่างเท่านั้นแหละ ต้มยำทะเล+ข้าวผัดทะเล (ทีแรก จาสั่งต้มยำปลา แต่แฟนบอกเห็นราคาแล้วขนลุกกกกก ก็เลยเออรวมมิตรทะเลก็ได้) รู้สึกว่าค่าตัวกุ้ง+หอย+หมึก ในต้มยำ แอนด์ข้าวผัดจาราว ฉองย้อยห้าสิบเท่าน้านนนน ไม่เป็นไรค้าบบบ สงสัยข้าวจาแพงงงงง (ดีนะที่หิ้วน้ำเปล่ามาเองเลยเสียแค่ค่าน้ำแข็งเปล่าราคาแค่ถังละ ๒๐ บาท) กินกันเต็มคราบ แล้วก็ถึงเวลาเดินย่อยสิครับ

 

หน้าฮิลตั้นโรงแรมที่เราพัก(ไม่ได้) เฮ้อ! น่าพักซ้าาาาา แต่คืนนึงราวสี่พันแน่ะ ไม่ไหว ไม่ไหว

 

ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่ชายหาดหัวหินจ้า ห่วงยาง, บานาน่าโบ้ทมีบริการนะ เชิญเลือกกันตามอัธยาศัย

 

พักซะหน่อย เดินนาน ๆ ชักเริ่มเหนื่อย (ที่เห็นนั่งอยู่น่ะเป็นพวกเปลือกหอยนะไม่ใช่หิน นั่งแล้วเจ็บก้นน่าดู)

 

ฝากรองเท้าเอาไว้ ฝากรองเท้า เอ้ย! รอยเท้าเอาไว้ เก็บไปแค่ภาพถ่าย ราวสิบเอ็ดโมงแก่ ๆ เราก็ออกเดินทาง จาก "หัวหิน ถิ่น(คน)มีหอย & เบี้ยเยอะ ๆ" เพื่อไปต่อยังที่เที่ยวสุดท้าย "วัดตาลเจ็ดยอด" ครับ

 

มาถึงวัดตาลเจ็ดยอด จะเห็นรูปหล่อ "ปู่โต" หรือ "สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังษี" เกจิดัง พระอาจารย์ของล้น เกล้ารัชกาลที่ ๕ ผู้สร้างสุดยอดตำนานพระเครื่อง "พระสมเด็จวัดระฆัง" อันลือลั่น ซึ่งองค์ที่เห็นใหญ่โตมากครับ ทางวัดเค้าว่าใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ไอ้กระผมก็ไม่แน่ใจหรอก เพราะมีแบบนี้อีกที่ที่โคราช ที่สรพงศ์สร้างก็เห็น โฆษณาว่าใหญ่ที่สุดเหมือนกัน ผมก็ไม่เคยคิดจะจดสถิติด้วย ก็เลยจนใจครับ เอาเป็นว่ามีขนาดใหญ่พอ ๆ กัน นะครับ บริเวณ "วัดตาลเจ็ดยอด" นี่น่าจะบูรณะใหม่และเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้นเพราะการสร้าง รูปหล่อ "ปู่โต" นี่แหละครับ มาเราไปนมัสการท่านกัน

 

บันไดทางขึ้น และลงครับ มีทางเดียว ไม่ค่อยชันเท่าไหร่ แต่มันร้อนมั่ก ๆๆๆ

 

ด้านบนครับ ผ่านมาทางใต้ก็อย่าลืมแวะนมัสการท่านนะ เป็นกำลังใจและทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย สาธุ!

 

สักการะท่านแล้วก็ถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกซักหน่อย

 

อีกซ้ากก รูป (ร่มที่เห็นยืมของวัดเอาครับ เค้าคงรู้ว่ามันร้อน ก็เลยจัดเตรียมเอาไว้ให้ยืม)

 

์ลงบันไดมาตรงชั้นกลาง (ใต้รูปหล่อหลวงปู่) จะมีพระคอยรับสังฆทาน และเจ้าหน้าที่คอยรับบริจาค ที่เห็นใน ภาพแฟนเค้าสรงน้ำพระครับ (ทางวัดจัดไว้ให้เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์)

 

สรงน้ำพระพุทธแล้ว ก็ต้องไม่ลืมพระอรหันตสาวกมากมายหลายองค์ สาธุ!

 

ด้านล่างตรงตีนบันไดทางขึ้น(บริเวณหัวพญานาคทั้งสองด้าน) ประดิษฐานองค์ท้าวจตุคามรามเทพไว้ให้เรา สักการะ เป็นอันจบทริป "สงกรานต์ หัวหิน ถิ่นมีหอย และคนยังเบี้ย(มีตังค์เหลือเยอะ)" ไว้เท่านี้ หวังว่าคงอิ่มบุญกันถ้วนหน้านะครับ แล้วเจอกันทริปหน้า

กราบสวัสดีมิตรรักแฟนเพลงทุกท่านอีกครั้งครับ ว่าเข้าไปนั่น วันนี้กระผมกลับมาพร้อมคำสัญญาที่จะนำเรื่องราวของทริป (อันแสนฉุกละหุก) มาฝากทุกท่านอีกครั้ง อันที่จริงก็ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ตั้งแต่ทีแรกหรอก ก็ไม่รู้ทำไมทริปอันแสนสุขของผม ต้องมีอันฉุกละหุกมันแทบทุกทีไป ก็สัญญานะครับว่าทริปหน้า (ต่อจากนี้ไป) จะเป็นทริปอันราบรื่น เต็มไปด้วยภาพทัศนียภาพอันงดงามน่าประทับใจ อย่างที่บล็อกชาวบ้านเค้าเป็นกันคร้าบ อารัมภบทซะนาน มาเริ่มกันเลยครับ (ทริปนี้เกิดขึ้นราว ๆ ต้นปี ๕๑ อากาศยังเย้นน เย็นสดชื่น)

 

อันที่จริงทริปเขาใหญ่ที่ต้องหัวหกก้นขวิดคราวนี้ ก็เพราะความไม่ได้ตั้งใจเป็นเรื่องหลักครับ ความตั้งใจเดิมนั้น คือจะไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติทับลาน (คิดไว้แต่ไม่ได้เตรียมตัว) ก็เลยเปลี่ยนใจกระทันหันบอกแฟน (ที่ไม่ได้ตั้งตัวอีกแล้ว) ว่าน้อง เราเปลี่ยนแผนเหอะ เที่ยวทับลานไว้คราวหน้า คราวนี้ขึ้นเขาใหญ่มันก่อนแล้วกัน อีกอย่างจะได้ส่องสัตว์กันซะทีไง เที่ยวเขาใหญ่มาหลายครั้งยังไม่ได้ส่องสัตว์เลย แล้วก็ตงเต็นท์อะไร, อุปกรณ์อะไรไม่ต้องเตรียมมันร้อก เรานอนบ้านพักอุทยานไปเลยละกัน ทุ่มทุน ๘๐๐ ก็ ๘๐๐ (เริ่มเห็นเค้าลางความฉุกละหุกรึยังครับ)

 

 

เนื่องจากชะล่าใจว่าใกล้ ๆ เลยควบเรนเจอร์คู่ใจ (คันเดิม) ออกเดินทางประมาณเกือบ ๆ ๕ โมงเย็น โดยใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๐๗๗ จากแยกนเรศวรประมาณ ๔๐ กิโลฯ ก็ถึงด่านอุทยานฯ ฝั่งปราจีนฯ (ใครเคยไปแต่เส้นทางโคราช ผมแนะนำให้ลองทางนี้ครับถ้า ต้องการความ สะดวก รวดเร็ว เดินทางง่าย เพียงแต่ทิวทัศน์อาจไม่สวยงามเท่าฝั่งโคราช) จากนั้นใช้เวลาอีกกว่าชั่วโมงจึงขึ้นไปถึงที่ทำการอุทยานฯ ซึ่งก็ปาเข้าไปประมาณ ๖ โมงแก่ ๆ แล้ว ตอนนั้นก็ยังย่ามใจครับว่า โอ๊ย! สบาย เพราะเต็นท์ก็ไม่ต้องกาง แค่จองห้องพัก จองรถส่องสัตว์ (ถ้าจำไม่ผิดราวท่านละ ๔๐ บาทเท่านั้นถ้าเป็นรถเหมาของอุทยาน) จากนั้นก็ค่อยทานอาหารเย็นกัน สบาย ๆ เพื่อรอเวลาขึ้นรถส่องสัตว์ ก่อนจะกลับไปพักผ่อน ยังบ้านพักของอุทยาน (เป็นไงครับแผนผม เคลิ้มตามอีกแล้วใช่มั้ยครับ)

 

ที่ไหนได้ไอ้เจ้าบ้านพักที่ว่า (ของอุทยานฯ) เต็มเรียบครับ ลืมนึกไปว่าที่นี่ปรกติแล้ว ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ จะเต็มเร็วมากครับ ถ้าไม่อยากเดือดร้อน (เหมือนผม) ควรไปตั้งแต่เช้า หรือเตรียมเต็นท์ไปซะตั้งแต่เนิ่น ๆ เจองี้เข้าไปเริ่มใจเสียสิครับ แล้วการณ์ก็เป็นไปตามคาด รถส่องสัตว์แบบเหมารวมของอุทยานเต็มเช่นกันคร้าบบ ที่ยังเหลืออยู่ก็จะเป็นรถแบบทั้งคัน (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะราว ๕๐๐ บาทต่อคัน) แต่เราต้องหาคนมาช่วยแชร์เอง ซึ่งก็โอ.เค.ครับ เพราะมีคนต้องการอยู่บ้างเหมือนกัน ก็เลยตกลงกับพี่เค้าว่าถ้าไงเจอกันที่นัดพบนะ (นัดขึ้นรถทุ่มครึ่ง ณ ที่ทำการอุทยานฯครับ) ลืมบอกไปตอนที่ตกลงกับเค้าน่ะเืกือบทุ่มนึงแล้ว

 

เมื่อออกจากที่ทำการอุทยานฯมาได้ ก็ต้องรีบไปหาที่พักครับ ซึ่งเราเลือกเอาลานกางเต็นท์ ลำตะคองเป็นที่ค้างแรม (จำเป็น) เมื่อมอบบัตรประชาชนให้เจ้าหน้าที่ (ยืมของเค้าต้องให้บัตรเป็นตัวประกัน) พร้อมจ่ายตังค์แล้ว เราก็นำเต็นท์ (ขนาด ๔ คนนอน เพราะเต็นท์ ๒ คนเต็ม) พร้อมเสื่อ และผ้าห่มไปหาทำเลพักผ่อน เฮ้อ! ไอ้ความลำบากมันมาเริ่มเอาก็ตอนนี้ครับ เนื่องจากเป็นเต็นท์ของอุทยาน (ซึ่งเราไม่คุ้นเคย เพราะไม่ใช่เต็นท์ของตัวเอง) กว่าจะกางกันเสร็จก็มะงุมมะงาหรากันอยู่นาน ไ่ม่ต้องเดานะครับว่าสภาพของเต็นท์ (ที่กางเสร็จแ้ล้ว) จะีเป็นเช่นไร เชิญทรรศนาได้ครับ

 

 

เป็นไงครับงดงามดูไม่จืดเลยใช่มั้ย เมื่อกางเสร็จ เราก็นำสลัดที่เตรียมมาไปทานกันที่ร้าน อาหารในบริเวณลานกางเต็นท์ ไอ้เรื่องส่องสัตว์เลิกพูดไปได้เลยครับ เป็นอันรู้กันเพราะ เวลาปาเข้าไปทุ่มครึ่งกว่าแล้ว แถมเหนื่อยกันทั้งคู่ ทริปนี้ก็เลยอดส่องสัตว์ตามเคยคร้าบบ ใจก็คิดเกรงใจคุณพี่ที่คุยตกลงกับเค้าไว้เหมือนกัน แต่ก็ต้องยอมรับครับว่าสภาพเราไม่ไหว จริง ๆ ป้าดโธ่!เอ๊ย ที่ร้านอาหารครับ ปรากฏร่างของคุณพี่ท่านนั้นอยู่ด้วย (กำลังละเมียดมาม่าอย่าง เอร็ดอร่อย สรุปว่าพี่แกก็ฉุกละหุก และสภาพไม่ให้เหมือนกะเราแหละ) ทานอาหารกันเสร็จ ก็ไปล้างกล่องข้าว-ช้อน และล้างหน้า แปรงฟันกันที่ห้องน้ำอุทยานฯ จากนั้นก็สลี๊ปปิ้งกัน

 

อ๊ะ อ๊ะ อย่าพึ่งคิดว่าความซรวยยยยมันจะจบลงแค่นี้ จำได้มั้ยว่าทริปนี้ เรามากันตอนช่วงที่ อากาศมันยังเย็นนนนน อยู่ (ราว ๆ ๑๔ องศาเห็นจะได้) ยิ่งบนเขาอย่างนี้ ยิ่งมืดยิ่งหนาวซีครับ (เคยได้ยินแต่ยิ่งสูงยิ่งหนาว) แฟนผมน่ะเค้าไม่เป็นอะไร เพราะเตรียมเสื้อกันหนาวมาด้วย (เป็นคนเย็นง่าย) ไอ้กระผมซี ไม่ได้เอาเสื้อกันหนาวมา แฟนเค้าเตือนแล้วก็ไม่ฟัง (ตอนกลางวันด้านล่างไม่ค่อยเย็น ก็เลย โอ๊ย! เกะกะ ไม่ชอบพก ของเยอะ) ซวยซีครับนอนแทบไม่ได้ ยิ่งดึกก็ยิ่งเย็นลง เย็นลง ผ้าห่มที่เช่ามาเนี่ยช่วยได้ ก็แค่ประทังเท่านั้นแหละ สุดท้ายก็เลยนอนแทบไม่หลับมันทั้งคืน พื้นก็แข็ง (เพราะมีแต่เสื่อ) คิด (ในใจ) ว่าเอาอีกแล้วตูข้าเอ๊ย พาตัวเอง (และแฟน) มาฉุกละหุกทัวร์อีกแร้วววว กว่าจะเช้าคุณเอ๊ยยยย ช่างเป็นค่ำคืนที่ยาวววววนานนนนนซะจริ๊งงงง

 

หลังจากอดหลับอดนอนกันมาทั้งคืน เราก็งัวเงียลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟันกันครับ เสร็จแล้วก็พากันชักภาพบรรยากาศไว้เป็นหลักฐาน (ตั้งแต่ในเต็นท์) ซึ่งบรรยากาศ ตอนเช้าบนเขาใหญ่นี่ต้อง ขอบอกเลยครับสวยงามมาก อากาศก็เย็นนนน สบายยยย เห็นหมอกจาง ๆๆๆ ปกคลุมไปทั่ว แม้แต่ในลำตะคองก็จะเห็นหมอกจาง ๆ ลอยละเรี่ยพื้นน้ำ (รุ่งเช้า-สายๆ อากาศจะเริ่มเย็น สบายครับ) เราก็เลยจูงมือกันไปถ่ายภาพตรงนั้น ตรงนี้ เป็นที่จุใจตามภาพ ด้านล่างนี้เลย

 

 

จากนั้นเราก็ช่วยกันเก็บเต็นท์แล้วเดินทางกลับครับ คือแฟนผมเค้าไม่ค่อยแข็งแรงมากนัก (ไม่สบายกำลังอยู่ในช่วงพักฟื้น) จะพาลุยเหวนรก (ซึ่งน้ำคงมีไม่มากในหน้านี้), ไปผากล้วยไม้ (ซึ่งน้ำคงมีมากไหลแรงราวก๊อกน้ำประปาในแอฟริกา), ปีนผาเดียวดาย (ก็คงไม่ไหวยิ่งบ่นเจ็บข้อ ๆ อยู่ด้วย) หรือจะพาไปหอดูสัตว์มอสิงโตก็กลัวจะไม่สบาย ก็เลยต้องจบทริปกันแค่นี้ ระหว่างทางเจอ "อ่างเก็บน้ำสายศร" เห็นวิวสวยดีก็เลยเก็บภาพไว้ เล็กน้อยก่อนกลับตามธรรมเนียม

 

 

บางท่านที่เคยไปเที่ยวเขาใหญ่ (นานมาแล้ว) อาจสงสัยว่าเอ๊! มีอ่างเก็บน้ำชื่อนี้ด้วยหรือ? ต้องขอบอกว่าเดิมทีนั้นชื่อ "อ่างเก็บน้ำมอสิงโต" ครับ แต่เค้าเปลี่ยนชื่อไปแล้วด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ไม่ต้องการให้คนหวาดกลัว หรือเข้าใจผิดว่าแถวนี้มีสิงโต (จริง ๆ เป็นไปไม่ได้ ร้อกกก เพราะสิงโตเป็นสัตว์นักล่าที่มีอยู่แต่ในแถบแอฟริกา เอเชียบ้านเราจะมีก็แต่่เสือครับ) อีกประการ คือ เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านผู้ริเริ่ม และบุกเบิกในการก่อตั้งอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเป็นอุทยานแ่ห่งชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และยังเป็นอุทยานแห่งชาติแห่ง แรกของไทยเราด้วย ก็เลยใช้ "ชื่อสกุล" ของท่านมาตั้งชื่ออ่างเก็บน้ำแห่งนี้เพื่อเป็นเกียรติ น่ะครับ ก็เป็นอันว่าทริปสั้น ๆ "หัวหกก้นขวิดที่เขาใหญ่" จบลงแต่เพียงเท่านี้ แล้วค่อยพบกันใน โอกาสหน้า ซึ่งผมสัญญาว่าจะลองเปลี่ยนเป็นทริปสบาย สบาย (จริง ๆ) กะเขาบ้าง ยังไงก็อย่า ลืมติดตามกันนะคร้าบบบบ

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งหลังจากรอคอยมานาน (ผมรอพบพวกคุณน่ะ ) จริง ๆ ทีแรกกะเอาเรื่อง "ฉุกละหุกทัวร์(อีกแล้ว)ที่เขาใหญ่" มาเขียน แต่คิดไปคิดมาอารมณ์มันไม่ได้เท่าทริปนี้ ก็เลยขออนุญาตลงก่อน เลย เพราะเป็นทริปสดสด ร้อนร้อน (๑๖-๑๗ มี.ค. ๕๑ นี้เอง) เอ้า! มาเริ่มกันเล้ย

 

เมื่อทุกอย่างพร้อม (อีกแล้ว) คือทั้งงาน(เวลาว่าง), ทั้งแฟน, วิตามินเอ็ม ผมก็ได้ฤกษ์ออกตะลอนไทกันอีกครั้ง คราวนี้ที่หมายคือ "อุทยานแห่งชาติทับลาน" แหล่ง "ป่าลาน" แหล่งสุดท้ายของเมืองไทย ซึ่งมีอาณาเขต ครอบคลุมหลายอำเภอของนครราชสีมา และอำเภอนาดีของปราจีนบุรี ความน่าสนใจของอุทยานฯนี้ (สำหรับผม) คงไม่ใช่เพราะเป็นแหล่งป่าลานสุดท้ายของประเทศก็เป็นได้ แต่เป็นคำร่ำลือที่ได้ยินได้ฟังมา ทั้งจากในเว็บ และ จากเพื่อนที่เคยไปต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามัน สวยยยยยยยย! อากาศดี น่าไปเที่ยวครับ อีกอย่างก็อยู่ ในเขต จังหวัดปราจีนฯ (ซึ่งกระผมทำงานและพำนักอยู่) ว่าแล้วด้วยเวลาเตรียมตัวน้อยนิด(ไม่แนะนำ) เพียงเช็คข้อมูลแผนที่ และสถานที่น่าสนใจจากเว็บแค่เว็บเดียวกระผมก็เิริ่มออกเดินทาง โดยดูจากแผนที่ที่ไป โหลดมาจากเว็บ (ตามภาพตัวอย่างข้างล่าง) ซึ่งแผนที่เจ้ากรรมนี่เองครับทำให้เกิดทริป "ทัวร์คางเหลือง" ครั้งนี้ขึ้นมา

 

 

คุณ ๆ (ถ้ายังไม่เคยไป) ดูแผนที่แล้วรู้สึกว่ามันก็ธรรมดาใช่มั้ยครับ เหอ ๆ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง (อ่าน) เมื่อเห็น แผนที่เป็นอย่างนี้ผมก็เริ่มกะทริปคร่าว ๆ ครับว่าเราเริ่มออกเดินทางตอนสาย ๆ ก็ได้เพราะดูแล้วแต่ละสถานที่ ก็ไม่ได้ดูห่างไกลกันจนน่าจะเดินทางลำบากอะไร (หรือต้องรีบร้อนอะไร) ก็เลยออกเดินทางเอาประมาณบ่าย โมง แรก ๆ ก็ดูดีครับสดชื่นรื่นเริง ฟังเพลง ร้องเพลงกันไป (มีฟามสุขที่ซู้ดดดดดดด!) โดยใช้ทางหลวง หมายเลย ๓๓ ออกจากแถว ๆ แยกนเรศวรฯ เมื่อถึงสี่แยกอำเภอกบินทร์ฯ ก็แค่เลี้ยวซ้ายเพื่อเข้าเส้น ๓๐๔ (ทีแรก ก็งงเล็ก ๆ เหมือนกันเพราะก่อนหน้านี้ก็มีสี่แยกแต่มันแค่เล็ก ๆ ก็ถามเพื่อนที่เคยไป ก็ได้ฟามชัวร์ว่าไม่ใช่แน่ เพราะต้องเป็นสี่แยกขนาดใหญ่ ถนนที่ตัดผ่านต้องเป็นหลายเลน ก็เลยเลี้ยวถูก ส.บ.ม.ย.ห.) ผ่านเข้าเส้น ๓๐๔ มาได้นิดนึงก็แวะปั๊ม เข้าห้องน้ำ และทานข้าว (เป็นปั๊มใหญ่ มีคนจอดรถเยอะ มีของที่ระลึกขายด้วย) จากนั้นก็เริ่ม เป็นเส้นทางขึ้นเขา ซึ่งอารมณ์ชิว ชิวมากช่วงนั้น (วิวสวยดีครับ) ตามภาพด้านล่างนี้เลย

 

 

ควบเรนเจอร์คู่ใจขึ้นเขามาได้ซักพักก็เห็นป้ายอุทยานแห่งชาติทับลานอยู่ด้านตรงข้ามฝั่งถนนก็คิดว่าคงไม่ไป พักในตัวอุทยานฯ (เพื่อนเคยบอกว่าอะไรตะวัน ๆ ซักอย่างเนี่ย เค้าไปกางเต็นท์ ชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมทะเล หมอก) ไอ้ผมก็ไม่เฉลียวใจอะไรเล้ย ไม่คิดจะโทรฯถามด้วย เพราะอะไรหรือครับ ก็ในแผนที่มันมีนี่หว่าี ลอง ย้อนกลับไปดูแผนที่ข้างบนสิคร้าบบบบบบ! มีสถานที่ที่ชื่อ "หาดชมตะวัน" อยู่ครับซึ่งถ้าดูอัตราส่วนในแผนที่ เราจะคิดเลยว่า อ๋อ ที่นี่เองที่เพื่อนมันบอก (และชวน) ที่ไหนได้สถานที่ท่องเที่ยวที่เพื่อนเค้าบอกมันชื่อ "ผาเก็บตะวัน" ต่างหากล่ะซึ่งมันอยู่ภายในอุทยาน ไม่ได้ลำบากลำบนเหมือนกับเจ้า "หาดชมตะวัน" ซึ่งผมกำลังจะไปนี่เลย แถมในเว็บคุณท่านยังโฆษณาไว้เต็มที่ว่า "หาดชมตะวัน อยู่ในบริเวณเขื่อนลำปลายมาศ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของอุทยานแห่งชาติทับลานกับ อ.เสิงสาง(โคราช) จัด ทำขึ้นในปีอเมซิ่งไทยแลนด์ มีหาดทราย และแอ่งน้ำให้เล่น มีเรือคอยให้บริการ มีบ้านพัก และลานกางเต็นท์ พร้อมสรรพ" จะเหลือหรือครับ ผมก็คิดเลย สบาย อย่างนี้เราเที่ยว "น้ำตกห้วยใหญ่" ก่อน (คลายร้อน) จากนั้น ต่อด้วยเขื่อนลำมูลบน จากนั้นเย็น ๆ ค่อยไปจบที่ "หาดชมตะวัน" ชมพระอาทิตย์ตกดิน กลางคืนดูดาว นอน เต็นท์ ตื่นเช้าค่อยออกเดินทางเก็บแหล่งท่องเที่ยวที่เหลือถ้ามีเวลา (เคลิ้มตามบ้างมั้ยครับ)

 

ที่ไหนได้กว่าจะเจอป้ายทางเข้า "น้ำตกห้วยใหญ่" ก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายสามแล้ว ผมก็เออยังใจเย็น ค่อยมา เก็บพรุ่งนี้ก็ได้ว้า ไป "เขื่อนลำมูลบน" เลยละกัน ประทานโทษนรกมันเริ่มเอาตอนนี้แหละ เพราะต้องเปลี่ยนจาก ถนนสายหลักอย่าง ๓๐๔ เข้าถนนที่มีป้ายบอกว่าเป็นทางเข้า เิริ่มแปลก ๆ แล้วครับทีนี้ เพราะเป็นถนนชนบท ถึงจะราดยางแล้วก็ไม่ได้มีสภาพดีเลย แถมในนั้นยังเต็มไปด้วยรถอีแต๋นขนอ้อย ขนมัน อะไรเทือกนี้ เพราะเป็น สวนอ้อย, มัน และโรงงาน กว่าจะพ้นไป ได้แทบแย่ แถมแฟนยังต้องทำหน้าที่ล่ามจำเป็นด้วย (ผมกับแฟนเป็น คนใต้ ต้องถามทางกับพี่น้องอีสานซึ่งพูด ภาษาถิ่น ซึ่งก็เต็มใจบอกทางสุด ๆ ครับ ต้องขอขอบคุณมาก ๆ) กว่าจะ งมไปจนเจอ "เขื่อนลำมูลบน" ได้แทบรากเลือด ก็เลยถ่ายภาพไว้ตามธรรมเนียมเล็กน้อยคร้าบ

 

 

 

บ่ายสามแก่ ๆ เราก็ออกเดินทางกันต่อ (ผมเริ่มใจไม่ดีแล้วเพราะคิดได้ว่าถ้าแผนที่เป็นอย่างนี้ ไม่รู้เราจะไปถึง แหล่งท่องเที่ยวเป้าหมาย "หาดชมตะวัน" เมื่อไหร่) แต่ก็เออยังทำใจเย็น(อีกแล้ว) กะไว้ว่าอย่างไรเสีย เราน่าจะไปถึงไม่เกินซัก ๕ โมงครึ่ง ที่ไหนได้เส้นทางต่อมาจากเขื่อนฯ ก็ไม่ใช่ง่าย เพราะไม่มีเส้นไหน(หมายเลข ทางหลวง) ตรงกับในแผนที่เลย ก็ตามเคยล่ะครับ เส้นทางอยู่ที่ปาก(และมือ) แฟนผมต้องเป็นล่ามจำเป็นอีก เช่นเคย ตอนนี้ยิ่งกว่าตอนแรกที่เข้าเขื่อนลำมูลบนอีก ต้องจอดแล้วจอดอีกงงไปหมด แถมเส้นทางไปอำเภอ ครบุรีก็ไม่ต่างจากเดิมคือเต็มไปด้วยรถขนอ้อย, ขนมัน และโรงงานน้ำตาล ผมยังอุตส่าห์โม้ให้แฟนฟัง (เผื่อจะลืม ความทุกข์) ว่า เฮ้ น้อง ครบุรีนี่มันน่าจะเป็นบ้านเกิดนักร้องดังนะ ก็อต จักรพรรณ ไง! ก็เค้านามสกุล "อาบครบุรี" อีกอย่างเป็นคนโคราชด้วย เนี่ย! เราได้เที่ยวบ้านเกิดดาราด้วยน้าาาาา (ว่าเข้าไปนั่น)

 

หลังจากงม(ทาง)กันอยู่นาน ก็เจอถนนเส้นที่ตรงกับในแผนที่ซะที (เส้น ๒๓๕๖) ซึ่งตอนนั้นเวลาก็ปาเข้าไป ประมาณหกโมงฝ่า ๆ แล้ว ผมก็ห้อเรนเจอร์เต็มที่ ยังไงกะว่าจะต้องไปดูตะวันตกดินที่ว่าสวย ๆ ให้ได้ (จริง ๆ ดูเอาหลังรถก็ได้ ้) ระหว่างทางก็แวะเติมน้ำมันปั๊มซักหน่อย (เติมมาเต็มถัง ยังต้องเติมอีก) ทีแรกกะว่าตอน เช้าขากลับค่อยกลับมาเติม แต่อีกใจก็เอ้าเติมไปเลยละกัน (เดชะบุญ! ปั๊มแถวนั้นปิดเร็วมาก และมีเหตุครับ) เมื่อรถเข้าถึงบริเวณเขื่อนลำปลายมาศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ "หาดชมตะวัน" เราทั้งคู่ก็เริ่มแปลกใจ เพราะมันเงี๊ยบบบบบ! จนน่าใจหาย แต่เราก็ยังปลอบ ใจกันครับ ไม่เป็นรายร้อก ก็มันวันอาทิตย์ คนก็อาจจะน้อยไปบ้าง เหลียวซ้ายแลขวา เจอพี่เจ้าหน้าที่เข้าเค้ามา ต้อนรับครับพาไปที่ลานกางเต็นท์ (เห็นพระอาทิตย์กำลังตกสวยมาก แต่ถ่ายไม่ทันได้แต่ดู) จากนั้นก็ดูแลเรา อีกเล็กน้อยแล้วก็กลับ (แกบอกว่าออกเวรแล้ว) แฟนผมก็เริ่มถามว่าเอ๊ แล้วไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลเราเหรอ ไอ้ผมก็ไม่ เอะใจอะไร คิดว่าคนเยอะแยะ เพราะเห็นมีกลุ่มวัยรุ่นบ้าง ครอบครัวบ้างมาปิ๊กนิก, เล่นน้ำกันประปราย (รถจอดอยู่ ๓-๔ คัน) เราก็เลยใจเย็น มาถึงก็ถ่ายรูปกันซะก่อน (กลัวจะไม่มีแสงให้ถ่าย) เสร็จแล้วถึงช่วยกันกางเต็นท์

 

 

 

ที่ไหนได้ยิ่งมืดลง มืดลง พวกก็ทะยอยกลับกันไปทีละคัน ทีละคันจนหมด สรุปเหลือกันอยู่แค่สองคนครับ แต่ผม ก็ยังใจเย็น (มากไปมั้ยเนี่ย) ชวนแฟนทานสลัด(ที่เตรียมมา) กันตรงท้ายกระบะ (ในใจก็เสียว ๆ กลัวถูกปล้น แต่ก็ยังคิดว่า ไม่เป็นไรถือว่าเค้าเปิดโอกาสให้เราสวีตกันสองคนก็แล้วกัน) จากนั้นก็ชวนแฟนเข้าเต็นท์ โทษทีครับเวลาตอนนั้นน่ะแค่ทุ่มครึ่ง แต่มันมืดมาก แถมร้อนเหงื่องี้โชก ก็ยังทำใจเย็นนั่งเล่นเกมส์กัน เล่นไป เล่นมาหมาหอนครับ (ชักหวาด ๆ แล้ว) ซักพักได้ยินเสียงคนเดินผ่านไปอีก ก็เฮ้ย! ไม่ไหวแล้วกลัว (กลัวถูก ปล้นนะครับไม่ได้กลัวผี ยิ่งมีข่าวปล้นฆ่าอะไรเทือกนี้อยู่บ่อย ๆ) ก็เลยสะกิดแฟนบอก เราไปจากที่นี่เหอะนะ ไม่ อยากเป็นข่าว (หน้าหนึ่ง) พรุ่งนี้ แฟนผมก็ผลุง ดีดตัวขึ้นมาเลย (ที่จริงเล่นเกมส์ไปงั้น คิดเรื่องเดียวกันอยู่แหละ) ว่าแล้วก็เก็บเต็นท์ (น่าจะเรียกยัด) ใส่แค็ปหลังเรนเจอร์คู่ใจแล้วบึ่งออกมาเลยครับ ไปหาที่นอนเอาดาบหน้ากัน ผมล่ะสงสารแฟนจริง ๆ เที่ยวแต่ละทีมีเรื่องให้เดือดร้อนตลอด (ต้องขอบคุณเค้ามากด้วย ไม่ว่าผมซักคำ) จาก นั้นเราก็ช่วยกันหาทางออกไปจากที่นี่ครับ ออกไปทางอำเภอเสิงสาง ผ่านเข้าครบุรี เพราะมาคิดได้ว่าแผนที่บอก ไว้ (เป็นครั้งแรกที่มันช่วยเรา) ว่าถนนเส้นที่จะผ่านอำเภอครบุรีมันจะมีแยกออกไปอำเภอเมือง ซึ่งคิดได้ว่าน่า จะปลอดภัย และหาที่พักได้ไม่ยาก (ระหว่างทางแฟนผมเค้าช่วยหาคลื่นวิทยุ สลับกับร้องเพลงให้ฟังเป็นเพื่อน ซึ้งครับ) ซึ่งการก็เป็นตามคาด เราผ่านอำเภอโชคชัยในราวสี่ทุ่ม และเจอที่พักที่นี่ ในอีกครึ่งชั่วโมงถัดมา ชื่อโคราชรีสอร์ทครับ ตอนนั้นไม่สนใจอะไรแล้วขอพักผ่อนก่อน ซึ่งที่พักที่นี่อาจจะแพงไปนิด (ห้องแอร์เตียงคู่ ประมาณ ๑,๐๐๐ บาท รวมอาหารเช้า) แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน (สระว่ายน้ำ, สนามไดร์ฟกอล์ฟ, ห้องอาหารฯลฯ) ห้องกว้างขวาง (นอนได้ ๔-๕ คนสบาย ๆ) และตกแต่งอย่างสวยงาม นอกจากนั้นยังมี wifi ไว้ บริการด้วยสำหรับคนติดเน็ท อีกอย่างเมื่อดูจากแผนที่ (ของทางโรงแรม) เราก็พบว่าถนนสาย ๓๐๔ เป้าหมายที่ จะพาเรากลับปราจีนฯ อยู่ห่างจากโรงแรมไม่กี่มากน้อย เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องจะกลับกันยังไงก็เป็นอันพับไปได้ สบายใจได้แล้วครับ เข้าที่พักได้ อาบน้ำเสร็จก็พักผ่อนกันปุ๋ยเลย แหม! เหนื่อยกันมาทั้งวันนี่

 

 

 

 

เติมพลังตอนเช้ากันด้วย "บุฟเฟ่ต์" เรียบร้อย เราก็เดินทางกลับ เป็นอันว่าจบทริป "ทัวร์คางเหลือง ที่ทับลาน" กันเท่านี้ ไว้เจอกันโอกาสหน้าครับ

 

อยุธยายศยิ่งฟ้า เป็นเทศกาลใหญ่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งจัดขึ้นราวเดือน ธันวาคมของทุกปี ถ้า ใครยังไม่เคยไปจะเล่าให้ฟังคร่าว ๆ นะครับ

 

งานอยุธยายศยิ่งฟ้านั้นเป็นเทศกาลใหญ่ปลายปีของอยุธยา ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง ความเป็นมรดก โลกทางวัฒนธรรม ที่จังหวัดนี้เค้าได้รับการประกาศยกย่องจากองค์การ ยูเนสโก เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๓๔ โดยภายในงานนอกจากจะมีการแสดงแสง สี เสียง อันยิ่งใหญ่ตระการตาแล้ว จะมีการแสดงชีวิตความเป็นอยู่ ศิลปหัตกรรม วัฒนธรรม และ ประเพณี ของคนไทยในสมัยโบราณโน่น เช่น การฟันดาบ การร้องลำตัดเกี้ยวกัน ไอ้ที่เป็นไฮไลท์จริง ๆ นะ ผมว่าอยู่ที่พ่อค้า แม่ขายในงานจะแต่งตัวย้อนยุค แล้วเงินที่ใช้จ่าย กันในงานจะเป็น เงินพดด้วงครับ (ให้ความรู้สึกดีมาก ๆ) นอกจากนั้น ภายนอกรั้วงาน (เกือบจะทั่วเกาะเมือง) ก็มีการจัดงานเช่นกัน มีทั้ง ตลาดน้ำโบราณ และตลาดปัจจุบัน (เป็นงานกาชาดร่วมด้วยครับ) มีของให้เลือกซื้อมากมาย เรียกว่า เดินกันเมื่อยล่ะ ส่วนเรื่องการ เดินทางไปชม แต่ละจุดแนะนำรถรางครับ (มีบริการตลอดจนงานเลิก) เพราะรถติด ไม่แพ้เมือง กรุงเชียว (จะผิดคอนเซปต์ งานย้อนยุคก็ ตรงนี้แหละครับ) อ้อ! ลืมไปอีกเรื่องในช่วงนี้นะใคร ไม่เคย เห็นตำรวจ โบราณ (หน้าตาโนเนะบ้าง โหดเหี้ยมบ้างตามแต่พันธุกรรม) แนะนำ ให้มา เที่ยวให้ได้เพราะ ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ ในช่วงนี้เค้าจะพร้อม กันแต่งองค์ทรงเครื่องแบบ โบราณ อย่างกับหนัง สุริโยไท, ตำนาน สมเด็จพระนเรศวรฯลฯ เลยครับ ถ้าคุณ ๆ มีโอาส ไปเที่ยวงานเจอคนแต่งตัวแบบนี้ในที่มืด ๆ ก็อย่าพึ่ง ตกใจไป ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ของเรา นี่เอง

 

 

 

 
และแน่นอนครับ เทศกาลแบบนี้เป็นที่ หมายปองของผมมานาน ไปจังหวัดอยุธยาก็บ่อย (เรื่องงาน) แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่มี โอกาสซักที และแล้ว (ตื่นเ้ต้น) ในที่สุดวันที่รอคอย ก็มาถึง ทุกอย่างลงตัว (งานจัดติดช่วงเสาร์-อาทิตย์) แฟนว่าง  โป๊ะเชะ!อย่างนี้จะรออะไรอยู่ล่ะ ไปกันเล้ย!
 
หลังจากที่เราพักผ่อนนอนเอกขเนกกันอย่างเต็มที่ในวันเสาร์ (๘ ธันวา ๕๐) แล้ว สาย ๆ วันอาทิตย์เมื่อเตรียมสัมภารกเสร็จ ผมก็ควบเรนเจอร์ (ฟอร์ด) คู่ใจจากบ้านพัก (ปราจีนฯ) โดยใช้เส้นทางไปนครนายกฯ ผ่านเข้าปทุมฯ แล้วเลี้ยวเข้าทางหลวงพิเศษ (หมายเลข ๙) ซึ่งอยากจะบอกเลยครับว่าช่วงขาไปนี้ง่ายมาก (อย่างกับปอกกล้วย) ไม่ยักเหมือนขากลับ ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๒ ชั่วโมงก็ถึงตัวอำเภอพระนครศรีอยุธยาแล้ว (จังหวัดนี้เป็นจังหวัด เดียวที่ไม่มีอำเภอเมืองนะ) ก่อนอื่นเลยก็ต้อง แวะเข้าที่พักก่อนครับเพราะกว่าการแสดงจะเริ่ม ก็ราวทุ่มครึ่ง มาึถึงประมาณบ่ายสามอย่างนี้ก็เก็บสัมภาระ กับพักผ่อนเอาแรงกันไปก่อนล่ะ โดยผมเลือกที่พักนอกเกาะเมืองครับ อยากจะแนะนำเลย เพราะที่พักที่นี่สภาพดี (สร้างใหม่) สิ่งอำนวยความสะดวกครบ แถมราคาย่อมเยาว์ครับ แฮ่ ๆ ก็ห้องวี เตียงเดี่ยวคิงไซส์แค่ ๖๐๐ เอง ว่าแล้วก็พาชมซะเลยครับ (ภาพจากเว็ปของเค้านะ)
 
 
 
 
ถ้าสนใจก็ลองหาเอาในเว็ปนะครับ (ไม่ได้มีเอี่ยวอะไรด้วย) ชื่อ The Lima Place ครับ
เอาล่ะเมื่อได้เวลา (ประมาณ ๕ โมงเย็น) เราก็เริ่มออกเดินทางกันครับจากที่พักเมื่อมาถึง เจดีย์วัดสามปลื้มจะเข้าเกาะเมืองต้องเลี้ยวขวา ช่วงนี้ชิว ชิว บวกตื่นเต้นพอประมาณตาม ประสาคนบ้าเรื่องประวัติศาสตร์น่ะ รู้สึกเหมือนกับว่าเราจะได้กลับไปชมราชธานีเก่าตอนที่ ยังรุ่งเรืองอยู่น่ะนะ เมื่อผ่านถนนโรจนะ (ผ่านราชภัฎฯ ผ่านพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา) ให้เลี้ยว ขวาครับ ตรงไปเรื่อย ๆ จะผ่าน ททท.อยุธยา เมื่อมาถึงสี่แยกให้เลี้ยวซ้ายจะผ่านเพนีียด ซึ่งจะมีช้างน้อย (อย่าคิดลึก) และใหญ่มากมายหลายเชือกพร้อมควานซึ่งแต่งตัวแบบทหาร โบราณคอยบริการนำชมเกาะเมือง สนนราคาถ้าจำไม่ผิดราว ๑๕๐ บาทต่อเที่ยวมั้งครับ ทีแรกก็ กะจะชวนแฟนเขานั่งด้วยเหมือนกันแต่กลัวจะไม่ทันเวลา เลยกะว่าไว้โอกาสหน้าก็แล้วกัน ลืมบอกไปครับที่ต้องเลี้ยวซ้ายที่สี่แยกนี้เพราะว่าจะไปจอดรถครับ เลี้ยวขวาอีกสองทีก็จะเจอที่ จอดรถซึ่งอยู่หลังวิหารพระมงคลบพิตร
 
 
 
 
อย่างที่เกริ่นไว้ที่แรกแหละ ช่วงหน้าเทศกาลแบบนี้ ประกอบกับถนนเมืองเก่าอย่างนี้(มักจะเล็ก และแคบ) อาการรถติดมาก ๆ จะตามมาเป็นธรรมดา ผมก็เลยหาทางเลี่ยงไง เพราะหน้างาน แบบนี้เค้าจะมีรถรางราคาถูกไว้บริการ ไอ้เราก็เฮ้ยเอารถจอดไว้ซี้ นั่งรถรางดีกว่าทั้งสะดวก ทั้งประหยัด (แค่รอบละ ๑๐ บาท) ว่าแล้วก็ชวนแฟนขึ้นรถรางเลย กะว่า ช่วงใกล้ ๆ การแสดง เริ่มค่อยกลับมาเอาของ (แฟนเอาเสื้อหนาวไว้ในรถ) สบาย ๆ ครับ เวลาเหลือเยอะเฟ้ย (ความคิดตอนนั้น) นั่งรถรางอย่างสบายอารมณ์จนมาถึงบริเวณจัดงานเราก็เข้าไปซื้อตั๋ว (มีขายในเน็ตด้วยนะ จองผ่านไทยทิคเก็ตเมเจอร์ก็ได้แต่ราคาแพง)ผมก็ซื้อราคาแบบ เบา เบา ใบละฉองย้อยเท่านั้น (จริง ๆ แนะนำนะครับ เพราะไอ้ตั๋วพิเศษที่ว่าแพงเนี่ยเอาเข้าจริงไม่เห็น มันจะพิเศษกว่าแบบธรรมดาเลยครับ ไม่ทราบเค้าใช้วิธีไหนมากำหนดค่าตั๋ว จะมุมมอง ความ สะดวกสบาย ฯลฯ ก็ไม่เห็นมันต่างกันเล้ยคิดแล้วก็สงสารพวกซื้อตั๋วแพงครับ ) จากนั้นเราก็ เริ่มเข้าสู่บริเวณงาน (อยู่ด้านหลังวัดมหาธาตุ) อย่างแรกก็ต้องแลกเงินโบราณใช้กันก่อน โดย เค้าขายทั้งถุง (สีแดง)ขนาดกำลังน่ารักเหมาะมือ ไอ้เงินที่แลกมานี่จะเป็นเงินพดด้วงมีสองราคา คือ ๕ บาท กับ ๑๐ บาท และต้องซื้อทั้งถุง ๑๐๐ บาท
 
 

 
 
จากนั้นเราทั้งคู่ซึ่งขณะนั้นได้เปลี่ยนร่างเป็นเครื่องจักรบดอาหาร (ชั่วขณะ ) ก็เริ่มออก
ตระเวณเลือกซื้ออาหาร(โบราณบ้าง ไม่โบราณบ้าง แต่คนขายแต่งตัวโบราณ) รับประทาน
กันอย่างเมามัน เริ่มจากข้าวหมกไก่ (ใส่ใบตอง), ผัดไทย, ส้มตำ, ทอดมัน น้ำหวาน ฯลฯ
ทั้งหมดนี้ด้วยเงินพดด้วงนะคร้าบ ซื้อเสร็จก็หาที่นั่งรับทานกันล่ะโดยได้แคร่ไม้ไผ่(ได้บรรยา กาศจริง จริ๊ง ) เป็นที่ดินเน่อร์ในวันนั้น เมื่อท้องอิ่มหนังตาก็หย่อน เอ๊ย! ไม่ใช่!เราก็ออกเดิน ชมการแสดงเรียกน้ำย่อย โดยเป็นการแสดงฟันดาบมีทั้งแบบ ชาย ชาย,หญิง หญิง, ชาย หญิง (ฟันดาบนะ ) ที่เสียวหน่อยก็คือดาบที่เค้าใช้เป็นดาบจริงครับ เวลาฟันกันทีไฟงี้แลบได้ อารมณ์ มาก ๆ (จริง ๆ ดาบมันถูกลบคมไปแล้วครับ แฮ่ ๆ )ชมการแสดงฟันดาบไปได้ สักพักประมาณ ๖ โมงกว่า ๆ แล้ว จริง ๆ จะมีลำตัดต่อแต่ว่ากลัวจะกลับมาไม่ทันการแสดงก็ เลยขึ้นรถราง (อีกครั้ง) ไปเอาเสื้อกันหนาวที่รถกันครับไอ้ที่ว่า หัวหก ก้นขวิด มันมา็เิริ่มเอาี่ ตรงนี้นี่แหละ
 
 

 
 
เห็นเวลาเหลืออีกชั่วโมงหน่อย ๆ กว่าการแสดงจะเริ่มทีแรกขึ้นรถรางไปก็ยังอารมณ์ ชิว ชิว ครับถึงรถจะติดใช่ย่อย แต่่่่เอ๊ะ! พอรถเลี้ยวผ่านสี่แยก (ปกติต้องเลี้ยวขวาเพื่อไปด้านหลัง วิหารพระมงคลบพิตรซึ่งเป็นที่จอดรถของเรา) มันดันทะลึ่งตรงไปแล้วไปเลี้ยวซ้ายผ่าน พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา! เอาล่ะซี ชักใจเสียแล้วครับ รถก็ติดแถมรถรางเจ้ากรรมดันพา ไปอีกทาง ไอ้ผมก็ยังเอาวะ! นั่งมันต่อไปมันอาจจะวกกลับทางเดิม (คิดได้ไงเนี่ย! ) นั่งไป นั่งมารถรางก็พาเข้าสถานีตำรวจ ทีแรกก็ตกใจ เฮ้ย!เค้าพาเรามาทำไม มาบางอ้อก็ตอนที่เห็น ตำมะหรวดแต่งกายกันด้วยชุดโบราณนี่แหละก็เลยเข้าใจว่าเค้าเปิดให้เที่ยวสถานีตำรวจด้วย (ปรกติถ้าไม่จำเป็นใครจะอยากมาเที่ยว )ไอ้เราตอนนั้นไม่มีแก่ใจจะเที่ยวแล้วล่ะ ตั๋วการ แสดงก็ซื้อแล้ว เหลือบดูเวลาก็เกือบ ๆ จะทุ่มแล้ว ตอนนั้นก็เริ่มทำใจเล็ก ๆ ว่าตูข้านี้อาจจะ เสียเที่ยว, เสียตังค์ ฯลฯ แต่ก็ยังหวังลึก ๆ นะว่าจะไปทัน ออกจากสถานีตำรวจมาได้รถก็มา วนตรงงานกาชาด ซึ่งตั๋วก็หมดรอบพอดี แต่ก็ยังไม่ยอมลง (ถ้าเค้าเช็คตั๋วรอบใหม่ก็ค่อยจ่าย แล้วกัน ) และแล้วรถก็แล่นผ่านหน้าวิหารพระมงคลบพิตร (อีกรอบ) ก็เลยเกิดพุทธิปัญญา ขึ้นมาว่าลงเดินเถอะเผื่อมันจะทันได้ดูการแสดงซักครึ่งรอบก็ยังดี ก็เลยชวนแฟนเขาลงแล้ว พาเดินเพื่อจะไปหลังวิหารฯที่จอดรถ ปรากฏว่าด้านหน้าวิหารมีการตั้งบุษบกมาลา เพื่อประดิษ ฐานพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าแฟนเขาก็เลยอยากกราบนมัสการเพื่อเป็นศิริมงคล ผมก็เอ๊า ไหนไหนก็ไหนไหนแ้ล้วนี่ จากนั้นก็ชักภาพไว้เป็นหลักฐานซะหน่อย เฮ้อ! หลังจากนี้อาจจะ เจอเรื่องดีก็ได้
 
 
 
 
จากนั้นก็พาน้องเค้าเดินจ้ำอ้าวเพื่อจะไปเอาเสื้อหนาวในรถ (ซึ่งอยู่ด้านหลังวิหาร) อีกอย่าง คือไปเอารถด้วยล่ะครับ ขืนนั่งรถรางอีกรอบเป็นต้องมีตื้บใครแ้ก้ซวยบ้างแน่ กว่าจะถึงรถก็ เล่นเอาเหนื่อยครับ แถมแฟนปวดชิ้งฉ่องต้องไปหาห้องน้ำเข้าอีก เฮ้อ! (อีกแล้ว) จะได้ดูซัก ครึ่งรอบมั้ยคร้าบ เมื่อขึ้นรถได้ด้วยอารามรีบจัด ก็เลยถอยรถเรนเจอร์คู่ใจเสยเสาเข้าไป ๑ ที บุ๋มลงไปเลยคร้าบ (ยังดีที่เป็นแค่กันชน) มันจะซวยไปถึงไหนเนี่ย (คิดในใจ)
 
 

 
 
เมื่อรถคลานออกจากที่จอด (ย้ำว่าคลานครับเพราะรถติดวินาศสันตะโรเลย) ก็ภาวนาว่าเฮ้ย ไม่แน่การแสดงมันอาจจะเริ่มช้าก็ไ้ด้ เรายังมีโอกาส ขับไปซักพักเราก็ปลอบกันไป (นั่งปลง กันไป)ซึ่งไม่นานก็ได้รู้ว่าที่รถติดขนาดนั้นนอกจากถนนแคบ, รถมากแล้ว มันดันมีรถเสียจอด อยู่ข้างหน้าครับเลยทำให้รถทัวร์ข้างหน้าไปไม่ได้ โอ้ซาร่า! จอร์จไม่ไหวแล้ว! ใจนึ่งเริ่ม คิดว่ากลับที่พักมันเลยดีมั้ยเนี่ย ซวยซ้ำซ้อนยิ่งกว่านักการพูดจาโกหากซ้ำซ้อนซะอีก แต่อีก ใจก็เอ๊า เอากะมันอีกซักตั้งก็เลยตัดสินใจไปงานต่อ ซึ่งกว่าจะมาถึงแถวงานก็ใกล้ ๒ ทุ่มแล้ว แถมต้องเอารถไปจอดหน้าวัดราษฎร์บูรณะโน่น เพราะเค้าปิดถนนทางเข้างาน (เหมือนกับที่ปิด ถนนหลังวิหารพระมงคลบพิตรที่เราจอดรถ) จากนั้นไม่สนใจอะไรอีกแล้ว รีบพาแฟนจ้ำอ้าว ไปที่งาน จากนั้นก็รีบขึ้นไปชมการแสดง ซึ่งที่นั่งชม (ชั่วคราว) นั้นว่าไปแล้วสูงและดูไม่มั่นคง นัก แต่จังหวะนั้นใครจะไปสนล่ะแฟนผมเองเค้าก็พยายามเดินตามมาอย่างรวดเร็ว (เพราะถูก ผมทั้งลาก และดึง) ทั้ง ๆ ที่กลัวความสูง ในที่สุดเราก็ได้ชมการแสดง แสง สี เีสียงชุด "กรุงศรีอยุธยา สถิตย์ฟ้า จารึกดิน" จนได้ครับ ซึ่งถือว่าโชคดีมากครับ (เริ่มเกิดสิ่งดี ๆ กับ ชีวิตมั่งแล้ว ) ที่การแสดงน่าจะเพิ่งเริ่มไปไม่นาน แว่วว่าน่าจะเริ่มช้ากว่ากำหนดไปพอสมควร ซึ่งก็อลังการ ตื่นตา ตื่นเต้น และยิ่งใหญ่สมกับที่ดั้นด้นมาดูกันคับเริ่มตั้งแต่สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ก่อตั้งราชธานี, ตกเป็นเมืองขึ้นพม่า, สมเด็จพระนเรศวร (แสดงโดยคุณบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์) กู้ เอกราช, สงครามยุทธหัตถี (ดูแล้วน้ำตาซึมทุกที) จนกระทั่งบ้านเมือง กลับมาร่มเย็นเป็นสุข ในน้ำมีปลาในนามีข้าวอีกครั้ง เห็นแล้วชื่นใจครับ (ไม่มีตอนเสียกรุงนะ)ช่วงนี้วินาทีทองครับ ผมกับแฟนต่างก็ชมไป ถ่ายภาพไปอย่างเพลิดเพลินกว่าการแสดงจะจบก็ราว ๓ ทุ่มครับ จบ แล้ว คนก็ยังถ่ายภาพกันต่อ (กับบิณฑ์ และช้าง) ส่วนผมกับแฟนเนื่องจากเหนื่อยกันไม่น้อย
(อีกอย่างไม่ใช่พวกบ้าดาราครับ ) ก็เลยถ่ายรูปอีกเล็กน้อย แล้วก็พากันกลับเป็นอันจบทริป
"หัวหก ก้นขวิด กับงานอยุธยายศยิ่งฟ้า" กันเท่านี้ (ด้านล่างนี่เป็นตัวอย่างภาพการแสดง ครับ เชิญทรรศนา)
 
 
 
 
 
 

 
 
แล้วค่อยเจอกันอีกในทริปหน้าครับ