รีวิว The Beach Boutique Hotel ภูเก็ต
posted on 30 Oct 2009 15:34 by worrior in Phuket
สวัสดีอีกครั้งครับทุกๆท่าน ห่างหายไปนานนนนนนนนน มากทีเดียว
พอดีได้จังหวะแฟนปิดเทอม และผมต้องไปทำธุระนิดหน่อย เราจึงถือโอกาสไปเที่ยวพักผ่อนที่ภูเก็ต
ก่อนไปเราได้จองโรงแรมไว้ล่วงหน้าแล้วทางเว็บไซต์ เพราะได้ไปอ่านรีวิวจาก Pantip ห้อง Blue มา เค้าแนะนำไว้ โรงแรมนี้ชื่อ The Beach Boutique Hotel ครับผม อยู่แถวๆหาดกะตะ เอ้า ว่าแล้วก็เรียกน้ำย่อยนิดนึง
เป็นโรงแรมน่ารักๆ ตกแต่งสไตล์อังกฤษ(เห็นเค้าว่างั้นนะ ไม่เคยไปหรอก
) ทางเข้าเนี่ย หายากหน่อยครับ เวลาขับรถมาซอยเข้าโรงแรมจะอยู่ทางซ้ายมือพอดี ให้สังเกตุป้ายสีน้ำเงิน คล้ายๆ โลโก้น้ำเมายี่ห้อนึงคับ Keep Walking (คล้ายๆนะคับ) ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไป จะเห็นป้ายโรงแรมอยู่ลิบๆ ห่างจากปากซอยราว 200 เมตรได้ตามภาพนี้เลยครับ
ตอนที่ไปกันนั้นสารภาพเลยครับว่างงมากเพราะโรงแรมไม่ได้อยู่ติดถนน ต้องเข้าซอยไป อีกอย่างเจ้ากรรมผมดันออกเสียงภาษาปะกิตในการถามทางอย่างเต็มที่ว่า รู้จัก เดอะบีช บูที้กกกก โฮเทล มั้ยครับปรากฏว่า ไม่มีใครรู้จักเลยครับ พูดไปพูดมาอยู่นานสองนานพี่แกสงสัย เลยบอกว่า น้อง เออถ้า "บูติก" โฮเท็ล อ่ะรู้จักนะ ผมก็อ้าว (ฮ่วยเอ๊ย! คิดในใจ
) อ๋อพี่ใช่เลยครับ อันนี้ล่ะคับ บูติกนี่ล่ะ จากนั้นก็ขอให้พี่เค้าหามอไซค์ไปส่งในสนนราคา 100 บาท ด้วยระยะทางราว 5 - 6 ร้อยเมตร แต่ผมยอมคับ
เพราะขับรถวนหามาหลายรอบแล้ว แฟนก็หิวจะแย่แล้ว (ตัวเองด้วย
) ขืนฟังอธิบาย แล้วไปหาเองอีกกลัวจะไม่เจอครับ
อ่านมายาวแล้วไปดูบรรยากาศที่ว่าน่ารักๆ ในโรงแรมกันดีกว่า
ทางเดินขึ้นห้องพักครับ เป็นมุมนั่งพักผ่อน อ่านหนังสือชิลชิล
โซฟายาวน่านั่ง(และนอน
) และมุมอินเตอร์เน็ท (คิดเป็นรายชั่วโมงนะครับ ต้องไปซื้อการ์ดเอาที่ front office) อ้อ wifi ก็มีบริการครับแต่ต้องซื้อชั่วโมงเหมือนกัน
เก้าอี้กระเช้าหวาย น่ารักซะ แถมนั่งสบาย
อ่ะ พาเข้าห้องแระ เดี๋ยวจะว่าอารัมภบทยาวไป ห้องที่ผมพักเป็นห้องที่เรียกว่า Freshy ครับ รีเควสต์มาตอนจองว่าเป็นห้องสำหรับคู่รัก เปิดห้องมาก็ แหมหวานซ้าาาา
ที่พักสนนราคา 1,200 บาทต่อคืนครับรวมอาหารเช้า (ต้องจองผ่านตัวแทนนะครับ walk in เข้าไป 1,500 บาท) แล้วราคานี่เป็นของช่วง low season นะครับ ผมไปช่วงเทศกาล "ถือศีลกินผัก" ตุลาคมครับ รู้สึกว่าพอเข้าช่วงพฤศจิกายนราคาจะเป็นของหน้า high แล้วนะครับ แพงขึ้นอีกจม
55 ดูต่อครับ
กระถางต้นไม้เล็กๆ หน้าต่าง และผ้าม่านลายดอกไม้สีชมพู
โคมไฟข้างเตียง ปลั๊กไฟ และโทรศัพท์ (แอบมือสั่นเล็กๆ สงสัยจะหิวข้าว
)
รูปประดับหัวเตียงครับผม
ปลายเตียงเป็นจอ LCD ครับ ชมรายการทีวีผ่านดาวเทียม
โซฟาและโต๊ะดีไซน์เก๋ เค้าไว้ให้นั่ง แต่เราใช้วางของตลอดทริป
โต๊ะข้างกระจกที่แสนจะใส่ใจรายละเอียด ชอบจริงๆครับ โรงแรมบูที้กกกก เนี่ย
กระจกเอ๋ย จงบอกข้าเถิดใคร....เลิศ ในปฐพี
เก้าอี้วางของ
และตู้เย็นใบจิ๋ว พร้อมน้ำ 2 ขวดตามเสต็ป
มีไรมั่งมาดูกันให้ชัดๆ
มันอยู่ในตู้ (เสื้อผ้า) พอดีที่บ้านไม่มี ใช้ไม่เป็น เลยไม่ได้ใช้
มันอยู่ในตู้ 2
สังเกตุหัวตู้สิครับ(เรียกถูกป่ะเนี่ย
) ทรงเดียวกะหัวเตียงเป๊ะ ไม่เชื่อย้อนกลับไปดูด้านบน
หน้าห้องน้ำครับ อยู่กันพร้อมหน้าเชียว ด้านขวาสุดเป็นไฟฉายคับ ดึงออกมาแล้วไฟจะติด ถ้าไม่เสียบกลับคาดว่าถ่านคงหมด
เข้าไปชมห้องน้ำกันบ้างดีกว่านะ เล็กๆ แต่ก็โอเค
เหล่าอะเมนนิตี้ทั้งหลาย ประกอบด้วย สบู่ก้อน, หมวกอาบน้ำ, แ้ก้วน้ำ, คัตตอนบรัช
ต่อด้วยแชมพู และครีมนวดผมคร้าบบบ วางอยู่ในโซนอาบน้ำ แยกจากส้วมอีกที
คู่หูดูโอ้ของ พ.ศ.นี้ 55 มีสายฉีดก้นด้วยครับ
ฝักบัวครับ มีน้ำอุ่นด้วย แต่ความรู้สึกช้านิดหน่อย
ส้วมกับบริเวณอาบน้ำแยกกันด้วยการลดระดับ และผ้าม่าน จุใจรึยังครับ
แถมด้วยพัดลมเพดานเก๋ๆครับ อยู่เหนือเตียงเลย แต่ไม่ได้ใช้หรอกครับ ก็ห้องแอร์อ่ะ สงสัยไว้ใช้หน้าหนาว
ชมโฉมห้องเสร็จเราก็ออกจากห้องครับ ไปหาไรรับทาน ก็เดินไปหน้าปากซอยครับตรงถนนกะตะนะครับปรากฏว่าแทบหาอะไรยาไส้ไม่ได้เลย ลักษณะออกแนวพัทยาอ่ะคับ เน้นแสงสี โคโยตี้ สาวนั่งดริ๊งค์ เราก็เลยเดินต่อไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ได้อาหารทะเลครับ (ในเมืองนะ) สองคนโดนไป 450 (กับข้าว 2 อย่าง
) แต่ด้วยความหิว
ก็เลยเอาก็เอา เสร็จจากนี่กลับที่พักก็หลับปุ๋ยครับ เพราะขับรถมาจากบ้าน(ชุมพร) แต่เช้า
(แทรกนิดนึงครับ ใครอยากหาไรรับทาน ให้เดินไปออกถนนเส้นหลังโรงแรมครับ มีอาหาร(จริงๆ) ไว้คอยบริการแถวนั้นเค้าเรียกตลาดแม่สมจิตรครับ ผมต้องเข้าเมืองและใช้ถนนเส้นที่ว่าอ่ะ เลยถึงบางอ้อว่าคนแถวนี้เค้าหากินที่ไหนกัน?
)
อรุณสวัสดิ์ครับผม หลังจากปฏิบัติกิจ(วรรตประจำวัน) เสร็จแล้ว ก็ได้เวลาออกหากินสิครับ
มา ไปดูกันว่ามีอะไรให้กินบ้าง อ้อ ร้านอาหารเปิด 6 โมงเช้า ถึุง 10 โมงครึ่งนะครับ ช้าหมดอดรับประทาน
ร้านอาหารครับ อยู่ด้านหน้าโรงแรม เดินออกมาปุ๊ปก็เจอปั๊ป อยู่บนชั้น 2
หน้าตาของอาหารเช้า ดูดีใช่มะ
(เบสิกทั่วไปอ่ะนะ แต่อย่างว่าเราไม่ได้เน้น
)
ทานข้าวคร้าบบบ ทานข้าว ท่ามกลางหมู่ฝรั่งทั้งหลาย ที่ทำให้นึกว่าอยู่ต่างปะเต้ด
ไปเที่ยวกันบ้างดีฝ่าคับ อันนี้บรรยากาศเทศกาล "ถือศีลกินผัก" ในอำเภอเมืองภูเก็ต (ป.ล. เราจะคิดว่าอยู่เมืองไทยก็ตอนนี้ครับ เพราะแถวนี้มีแต่คนไทยทั้งเชื้อจีนและไทยแท้
)
บรรยากาศอิ่มบุญหน้าศาลเจ้า เสียดายเหมือนกันครับปีนี้ผมไม่ได้กินเจกะเค้า
เข้ามาธุระนิดหน่อยครับ เสร็จจากนี่แล้วช่วงบ่ายก็แว๊ปไปหาดป่าตองหากิน(อีกแล้ว
) ตามมาครับ
ระหว่างนั่งเสื่อรอหมึกปิ้ง และสรรพอาหารทะเล คุณน้องก็ออกไปซื้อผลไม้ ราคาเนี่ยไม่อยากเชื่อเลยครับ ถูกกว่าหัวหินเป็นไหนๆครับ ถุงแค่ 10 บาท เอง คือคนที่นี่ถ้าเห็นเป็นคนไทยราคาจะเป็นคนละเรทกับต่างชาติ
มีเรื่องเล่านิดนึงครับ ขำขำ คือพอทานอิ่มก็หาไอติมทาน ปรากฏว่าร้านที่ขายเค้ามีแต่เรทต่างชาติ เค้าบอกว่าคนไทยเดี๋ยวลดราคาให้ ปรากฏว่าเค้าหาราคาไม่เจอเลยขายให้แท่งละ 20 ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร แต่มาเอะใจอีกที เอ๊ แม็กนั่มนี่มันแท่งละเกือบ 40 ใช่ป่ะ และไอติมวอลอีกอันก็น่าจะ 25 นะ (นึกแล้วก็สงสารคนขาย
)
ว่าซะยาวชมบรรยากาศกันซะนิดครับ ก่อนจะกลับที่พัก
ป้ายบอกเขตว่ายน้ำครับ เขตอันตรายห้ามว่ายน้ำก็มีครับ แต่ไม่มีใครสนทั้งพี่ไทยพี่หรั่ง
เหมือนกันโม้ดดด
กะโลมาซักรูปครับ
อิ่มท้องอิ่มใจแล้ว ก็กลับที่พักครับเพราะจองตั๋วภูเก็ตแฟนตาซีไว้ สนนราคา 2 คน 3,000 บาทครับ พร้อมรถตู้รับส่งถึงโรงแรม
ไปเที่ยวกันต่อดีกว่า หลังจากพักผ่อนอาบน้ำเรียบร้อย ก็ออกเดินทางครับ รถมารับเราราวๆ 6 โมงครึ่ง ไปถึงราว 2 ทุ่มครับเพราะรถต้องไปรับลูกค้าแขก 2 หน่อที่โอ้เอ้อยู่ (น้องคนขับบ่นให้ฟังว่า ถ้าฝรั่งละตรงเวลาแต่ถ้าเป็นพี่บังล่ะก็ ตัวใครตัวมัน เราก็นึกในใจว่าดีจังที่เราไม่ทำให้คนไทยเสียภาพพจน์ เพราะปกติพี่ไทยกับพี่แขกก็พอๆกันแหละ
)
ไปถึงยื่นใบ voucher จ่ายตังค์รับตั๋วเรียบร้อย ก็แชะเป็นที่ระลึกกันซ้าาาหน่อย
ถ่ายกะป้าย "ภูเก็ตแฟนตาซี"
ต่อด้วยตัวการ์ตูนน่ารักๆ
ตบด้วยป้าย welcome
หน้าร้านหนุมาน เชื่อมั้ย ไม่ได้เข้าร้านไหนเลย ไม่ได้ช้อปเลยด้วย ท่าทางคุณน้องจะเฉยๆ เห็นบอกว่าอยากได้ของฝากแบบที่บ่งบอกถึงสถานที่ด้วย เพราะเท่าที่เห็นจะเป็นพวกตุ๊กตาไรเงี้ย เอาไปฝากแล้วเค้าจะรู้ได้ไงว่าเราซื้อมาจากไหน? มันดูไม่มีเอกลักษณ์อ่ะนะ (ฝากภูเก็ตแฟนตาซีพิจารณาด้วยคร้าบบบ
)
เดินไปเดินมาก็เหนื่อย และหิว
(อีกแล้ว) ทีแรกคุณน้องบอกจะลดน้ำหนักทานกลางวันเยอะแล้ว ตอนค่ำไม่เอา แต่ในที่สุด...
ซัดไปคนละจาน โดนไปราวๆ 4 ร้อยนี่ล่ะจำมะค่อยได้
แล้วเราก็ได้เวลาชมการแสดงซะที ซึ่งก็อลังการมากอย่างที่เคยเป็น(คือเคยดูมาแล้วแต่แฟนยังไม่เคย
) น่าภูมิใจนะครับ ใครยังไม่เคยถ้ามาภูเก็ตไม่อยากให้พลาด
หลังจบการแสดงคนขับมารับตอน 4 ทุ่มครึ่ง แต่ต้องเปลี่ยนรถและคนขับ ก็ไม่มีปัญหาครับมีรถกลับก็โอล่ะ กว่าจะกลับถึงที่พักก็ราวเที่ยงคืนตื่นกันซะเกือบไปทานข้าวไม่ทันแน่ะ 55
สุดท้ายแล้วคับ ก่อนกลับไปเดินหาดกะตะน้อยกัน ดูๆเหมือนเป็นหาดส่วนตัวของโรงแรมยังไงไม่รุ เพราะลงหาดทางไหนต้องกลับทางนั้น เพราะจะขึ้นด้านอื่นจะติดบริเวณโรงแรมเค้าหมดชายหาดที่นี่สวยดีนะถึงเล็กๆ แต่น้ำทะเลสีสวยมากมาย
สีน้ำทะเลสวยกว่าหาดป่าตองเป็นไหนๆ
ลาด้วยรูปนี้ครับ แล้วพบกัน Trip หน้า
) ขับรถเรื่อย ๆ ผ่านสมุทรสาคร, สมุทรสงคราม เลี้ยวเข้าเพชรบุรี แล้วเลี้ยว ซ้ายอีกทีเพื่อไปหัวหินเป้าหมาย
แถมเส้นทางไปอำเภอ ครบุรีก็ไม่ต่างจากเดิมคือเต็มไปด้วยรถขนอ้อย, ขนมัน และโรงงานน้ำตาล ผมยังอุตส่าห์โม้ให้แฟนฟัง (เผื่อจะลืม ความทุกข์) ว่า เฮ้ น้อง ครบุรีนี่มันน่าจะเป็นบ้านเกิดนักร้องดังนะ ก็อต จักรพรรณ ไง! ก็เค้านามสกุล "อาบครบุรี" อีกอย่างเป็นคนโคราชด้วย เนี่ย! เราได้เที่ยวบ้านเกิดดาราด้วยน้าาาาา (ว่าเข้าไปนั่น


) จากนั้นเราก็ เริ่มเข้าสู่บริเวณงาน (อยู่ด้านหลังวัดมหาธาตุ) อย่างแรกก็ต้องแลกเงินโบราณใช้กันก่อน โดย เค้าขายทั้งถุง (สีแดง)ขนาดกำลังน่ารักเหมาะมือ ไอ้เงินที่แลกมานี่จะเป็นเงินพดด้วงมีสองราคา คือ ๕ บาท กับ ๑๐ บาท และต้องซื้อทั้งถุง ๑๐๐ บาท
) และแล้วรถก็แล่นผ่านหน้าวิหารพระมงคลบพิตร (อีกรอบ) ก็เลยเกิดพุทธิปัญญา ขึ้นมาว่าลงเดินเถอะเผื่อมันจะทันได้ดูการแสดงซักครึ่งรอบก็ยังดี
กว่าจะถึงรถก็ เล่นเอาเหนื่อยครับ แถมแฟนปวดชิ้งฉ่องต้องไปหาห้องน้ำเข้าอีก เฮ้อ! (อีกแล้ว) จะได้ดูซัก ครึ่งรอบมั้ยคร้าบ